asianartsmart.com

Just another WordPress site

หมายเลข 6 แมนฯยูฯ – จากพัลลิสเตอร์ สู่..ป็อกบา

หากคนใดกันรู้สึกว่าภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง ''แฮร์รี่ พ็อตเตอร์'' ยืดเยื้อ และก็นานมากกว่าจะลงเอยแล้วล่ะก็ ''มหากาพย์ป็อกบา'' ก็คงจะไม่มีความต่างกัน เนื่องจากว่ากว่าจะได้บทสรุป เล่นเอาแฟนซาตานแดงลุ้นแล้วลุ้นอีก ซึ่งบทสรุปก็อย่างที่รู้กันว่า ป็อกบา สมัยก่อนเด็กปั้นของแมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาสู่ถิ่นเก่าอีกทีในฐานะนักฟุตบอลสุดยอด ที่มีค่าตัวแพงระยิบ

หากย้อนไปช่วงที่ยังเป็นดาวรุ่งค้าแข้งอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เจ้าตัวใส่เสื้อเลขลำดับ 42 ลงเล่นให้กับซาตานแดงไปหลายนัด แต่ว่าการกลับมาครั้งนี้ ป็อกบาfun888เลือกสวมเสื้อเลขลำดับ 6 ที่ยังคงว่างอยู่ ราวกับเว้นว่างไว้คอยเช่นไร อย่างงั้น ซึ่งโน่นทำให้ป็อกบากลายเป็นผู้เล่นคนที่ 7 ที่สวมเสื้อเลขลำดับ 6 ของแมนฯ ยูไนเต็ดทันที

โอกาสนี้พวกเราลองดูกันเลยดีกว่าว่า ก่อนที่จะเสื้อเลขลำดับ 6 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดจะตกมาอยู่กับ ปอล ป็อกบา ซึ่งเป็นผู้สืบสกุลเลขลำดับ 6 คนปัจจุบันนี้นั้น มีผู้เล่นคนไหนกันแน่บ้างที่เคยใส่เลขลำดับนี้มาก่อน

มึงปรี่ พัลลิสเตอร์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

เชื้อชาติ: อังกฤษ

มึงปรี่ พัลลิสเตอร์ เบอร์ 6 คนแรกของผีแดงในยุคพรีเมียร์ลีก

มึงปรี่ พัลลิสเตอร์ สมัยก่อนกองหลังร่างใหญ่ผู้ครอบครองส่วนสูง 193 เซนติเมตร เป็นผู้ที่สวมเสื้อเลขลำดับ 6 เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของแมนฯ ยูไนเต็ด นับจากเริ่มมีการใช้เบอร์เสื้อประจำตัวในฤดูกาล 1993-1994

พัลลิสเตอร์ ค้าแข้งกับซาตานแดงเป็นระยะเวลาช้านานถึง 9 ปี โดยช่วงที่ย้ายจากมิดเดิ้ลสโบรช์มาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดนั้น เจ้าตัวแปลงเป็นผู้ครอบครองสถิติกองหลังที่มีมูลค่าในการย้ายกลุ่มแพงที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้นทันที

ส่วนการบรรลุผลต่างๆภายใต้สีเสื้อของซาตานแดงเจ้าตัวก็กวาดมาเรียบ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย, ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 สมัย และก็ยูฟ่า คัพ อีก 1 สมัย ก็เลยไม่แปลกนักหากจะบอกว่า มึงปรี่ พัลลิสเตอร์ คือต้นตระกูลชั้นยอดของเลขลำดับ 6 ที่แมนฯ ยูไนเต็ด

ยาป สตัม

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

เชื้อชาติ: ชาวดัตช์

หากไม่มีปัญหากับพ่อเสียก่อน ยาป สตัม อาจได้สวมเบอร์ 6 เป็น 10 ปี

ยาป สตัม เป็นกำแพงข้างหลังชนิดดุที่เต็มไปด้วยความถนัดทุกๆอย่างที่ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังจะต้องมี โดยเขาเป็นผู้สืบสกุล เลขลำดับ 6 ลำดับที่ 2 ข้างหลังย้ายจากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น มาร่วมถิ่นซาตานแดงในปี 1998

ยักษ์ใหญ่ชาวฮอลล์แลนด์ผู้นี้ค้าแข้งอยู่ภายใต้สีเสื้อซาตานแดงอยู่เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้นเจ้าตัวก็มีส่วนร่วมในการนำแมนฯ ยูไนเต็ดได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยติด, เอฟเอ คัพ 1 สมัย หรือแม้กระทั่งแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อันลือลั่นในปี 1999 อีกด้วย

โชคร้ายที่ช่วงเวลาในรั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดดูเหมือนสั้นไปนิด เนื่องจากว่าสตัม ถูกเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ขายให้กับลาซิโอ ในปี 2001 โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญนั้นเชื่อกันว่า เฟอร์กูสัน ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมากที่สตัม เขียนในหนังสืออัตประวัติของเขาว่า เฟอร์กี้ บากบั่นซื้อตัวเขาโดยมิได้รับการอนุญาตจากต้นสังกัดเก่าอย่างพีเอสวี ปัจจุบันนี้ ยาป สตัม ในวัย 44 ปี รับหน้าที่เป็นผู้จัดการกลุ่มเร้ดดิ้ง ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ

โลร็องต์ บล็องก์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

เชื้อชาติ: ประเทศฝรั่งเศส

โลร็องต์ บล็องก์ สมัยก่อนกองหลังกลุ่มชาติประเทศฝรั่งเศส ที่เคยคว้าทั้งแชมป์โลก 1998 และก็ยูโร 2000 นับว่าเป็นผู้เล่นคนที่ 3 ที่ได้สวมเสื้อเลขลำดับ 6 ของแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากที่บล็องก์ย้ายจากอินเตอร์ มิลานมาร่วมทีมในปี 2001

เป็นที่รู้กันว่าเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก บากบั่นจะดึงตัว โลร็องต์ บล็องก์ มาร่วมรั้วซาตานแดงอยู่หลายคราวนับจากปี 1996 แต่ว่ากว่าจะมาสำเร็จก็คือในปี 2001 ซึ่งในตอนนั้นบล็องก์ก็แก่ถึง 35 ปี และก็ต้องแบกรับความกดดันอย่างใหญ่โต เนื่องจากว่าต้องแปลงเป็นผู้แทนของ ยาป สตัม ผู้ครอบครองเลขลำดับ 6 คนเก่าที่ถูกขายออกไป

แม้ในระยะแรกๆบล็องก์จะถูกวิจารณ์อย่างหนักจากผลงานที่ไม่ดีนัก แต่ว่าก็สามารถพัฒนาฟอร์มการเล่น และก็มีส่วนช่วนให้แมนฯ ยูไนเต็ดได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2002-2003 ได้อีกด้วย และก็ในปี 2003 เจ้าตัวก็ประกาศห้อยสตั๊ดทำให้แมนฯ ยูฯ แปลงเป็นกลุ่มในที่สุดที่บล็องก์เคยค้าแข้งในฐานะนักฟุตบอลทันที

ริโอ เฟอร์ดินานด์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

เชื้อชาติ: อังกฤษ

ริโอ เฟอร์ดินานด์ รังเกียจเบอร์ 6 ขอเปลี่ยนไปสวมเบอร์ 5

ริโอ เฟอร์ดินานด์ เป็นเจ้าของสัมปทานเลขลำดับ 6 ของเร้ด เดวิลส์ คนที่ 4 ต่อจากโลร็องต์ บล็องก์ โดยเฟอร์ดินานด์ สวมเบอร์ 6 ลงเล่นเพียงฤดูกาลเดียวคือ ฤดูกาล 2002-2003 เพราะโลร็องต์ บล็องก์ แปลงจากเบอร์ 6 ไปใส่ เบอร์ 5 แต่ว่าภายหลังจากบล็องก์ห้อยสตั๊ดในปีต่อมา เจ้าตัวก็เลยย้ายไปใส่เบอร์ 5 นับแต่เมื่อนั้น

กำแพงข้างหลังคนเก่งย้ายจากลีดส์ ยูไนเต็ด มาสู่ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตอบแทนอย่างใหญ่โตถึง 30 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้เจ้าตัวแปลงเป็นผู้ครอบครองสถิตินักฟุตบอลอังกฤษที่ค่าตอบแทนแพงที่สุดเวลานี้ และก็ยังเป็นกองข้างหลังที่ค่าตอบแทนแพงที่สุดในโลกในช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้นอีกด้วย

เฟอร์ดินานด์ ประสบผลสำเร็จอย่างมากในช่วงเวลากับซาตานแดง โดยมีส่วนช่วยให้กลุ่มเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย และก็แชมป์สโมสรโลกอีก 1 สมัย นอกจากนี้ยังติดกลุ่มยอดเยี่ยมที่ปีของพรีเมียร์ลีกถึง 6 ครั้ง (5 ครั้งกับแมนฯ ยูฯ และก็ 1 ครั้งกับลีดส์ ยูไนเต็ด)

เวส บราวน์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

เชื้อชาติ: อังกฤษ

เวส บราวน์ นับว่าเป็นเด็กปั้นของแมนฯ ยูไนเต็ดขนานแท้ เนื่องจากว่าเขาเกิดในเมืองแมนเชสเตอร์ และก็ถูกดันขึ้นมาจากชุดเยาวชนของซาตานแดง ซึ่งบราวน์เป็นผู้สืบสกุลเลขลำดับ 6 ต่อจาก ริโอ เฟอร์ดินานด์ ทันทีในฤดูกาล 2003-2004 ที่เฟอร์ดินานด์ย้ายไปใส่เลขลำดับ 5

เวส บราวน์ ประเดิมสนามให้กับเร้ด เดวิลส์ ในวันที่ 4 เดือนพฤษภาคม 1998 ที่แมนฯ ยูไนเต็ด เจอกับลีดส์ ยูไนเต็ด ในฐานะตัวสำรอง ซึ่งในฤดูกาลต่อมาเจ้าตัวก็เริ่มได้ลงเล่นในกลุ่มชุดใหญ่บ่อยครั้งขึ้น แต่ว่าในบางครั้งก็ถูกโยกไปเล่นแบ็กขวา ถึงแม้ตำแหน่งถนัดของเจ้าตัวจะเป็นตำแหน่งกำแพงข้างหลังตัวกลาง

แม้จะเป็นผู้เล่นที่แฟนซาตานแดง หรือกลุ่มอื่นๆเสียดสีในเรื่องที่เจ้าตัวมักมีจุดบกพร่องอยู่บ่อยครั้ง แต่ว่าตลอดระยะเวลาการค้าขายแข้งในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เจ้าตัวก็คว้าเหรียลรางวัลไปครอบครองอย่างล้นหลาม อย่างเช่น พรีเมียร์ลีก 7 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และก็ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย

จอนนี่ อีแวนส์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

เชื้อชาติ: ไอร์แลนด์เหนือ

จอนนี่ อีแวนส์ กำแพงข้างหลังกลุ่มชาติไอร์แลนด์เหนือที่เติบโตมาพร้อมกับอติดอยู่เดมี่ ของแมนฯ ยูไนเต็ด นับว่าเป็นผู้ครอบครองเสื้อเลขลำดับ 6 คนปัจจุบันก่อนที่จะมันจะว่างลง เป็นระยะเวลา 1 ฤดูกาล ข้างหลัง อีแวนส์ ย้ายไปร่วมกองทัพเวสต์บรอมวิช ในปี 2015 ก่อนที่จะ ปอล ป็อกบา จะมาสานต่อในฤดูกาลนี้

อีแวนส์คืออีกหนึ่งลูกหม้อที่เติบโตมาพร้อมกับซาตานแดงโดยแท้ เนื่องจากว่าเป็นผู้เล่นที่ถูกดันขึ้นมาจากอติดอยู่เดมี่ของสโมสร ซึ่งในระยะแรกๆก็มิได้ได้โอกาสลงไปในสนามให้กลุ่ม เพราะถูกปล่อยให้กลุ่มอื่นๆยืมตัวไปใช้งาน จนกระทั่งปี 2007 ก็ได้ประเดิมสนามกับกลุ่มชุดใหญ่ของแมนฯ ยูไนเต็ดในเกมลีก คัพ กับโคเวนทรี

ทั้งนี้ในระยะแรกเจ้าตัวมิได้สวมเลขลำดับ 6 แต่ว่าเป็นเลขลำดับ 23 กระทั่ง ฤดูกาล 2011-2012 ก็ได้มาสวมเสื้อเบอร์ 6 นี้ หลังจากที่ เวส บราวน์ ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเดิมย้ายกลุ่มไปอยู่กับซันเดอร์แลนด์

หากไล่ดูรายชื่อบรรดาผู้ครอบครองสัมปทานเลขลำดับ 6 คนก่อนๆก็จะมองเห็นได้ว่า บรรดาผู้เล่นพวกนั้นต่างมีตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก หรือกำแพงข้างหลังตัวกลางร่วมกันทั้งสิ้น แตกต่างจาก ปอล ป็อกบา ที่มีตำแหน่งเป็นมิดฟิลด์ มิหนำซ้ำยังค่อนไปทางมิดฟิลด์ตัวทำเกมรุกอีกด้วย

แต่ว่าคงจะไม่ใช่เรื่องที่พิศดารนัก เนื่องจากว่าในตอนนี้พวกเรามองเห็นผู้เล่นคนจำนวนไม่น้อยใส่เลขลำดับที่บางทีอาจจะมิได้ตรงกับภาพในอุดมคติเรื่องเลขลำดับเสื้อของใครหลายๆคน เนื่องจากว่าพวกเรามักรู้สึกว่า เลขลำดับ 1 คือผู้รักษาประตู, เลขลำดับ 10 คือเพลย์เมกเกอร์, เลขลำดับ 9 คือหัวหอกตัวเป้า

ยกตัวอย่างเช่น เลขลำดับ 1 ที่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ปลายๆแน่ๆว่าจะต้องเป็นผู้รักษาประตูที่ใส่เบอร์นี้ แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ที่เคยสวมเบอร์นี้ เนื่องจากว่าพานเทลิส ติดอยู่เฟส สมัยก่อนนักฟุตบอลกลุ่มชาติกรีซซึ่งเล่นเป็นกองกลางเคยใส่เลขลำดับ 1 โลดแล่นรอบๆดินแดนกลางมาแล้วในสมัยที่ค้าแข้งอยู่กับเออีเค เอเธนส์ และก็ โอลิมแฉะอส

ด้วยเหตุดังกล่าวแล้วแม้เลขลำดับของ ปอล ป็อกบา ที่สวมลงไปในสนามให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ฤดูกาลนี้จะเป็นเลขลำดับ 6 ก็คงจะไม่น่างงงวย เนื่องจากว่าสมัยที่อยู่กับยูเวนตุๆสเจ้าตัวก็ใส่เบอร์ 6 มาถึง 3 ปี ก่อนที่จะย้ายมาใส่เบอร์ 10 ภายหลังจากคาร์ลอส เตเวซ ย้ายออกกจากกลุ่มไป

ลึกๆแล้วเชื่อว่าป็อกบา และก็แฟนซาตานแดงเองก็บางทีอาจจะอยากให้มิดฟิลด์ค่าตอบแทนแพงรายนี้ใส่เลขลำดับ 10 แต่ว่าคงจะเกิดเรื่องยากยิ่ง เนื่องจากว่าผู้ครอบครองเบอร์ 10 คนปัจจุบันนี้มีตำแหน่งเป็นถึงกัปตันกลุ่ม แถมค่าแรงงานอย่างใหญ่โต ฉะนั้นแล้วทางเดียวก็คือภาวนาให้ผู้ครอบครองคนเก่าครบวาระกับกลุ่มพลาดท่า ฮ่าๆ

DELE ON SHIRT

ว่ากันด้วยเรื่องของความ ''อินดี้'' ศัพท์นี้เป็นศัพท์ที่ข้อบังคับขึ้นโดยวัยรุ่น (ไหน?) เมืองไทยที่ตัดเอาเฉพาะพยางค์หน้าของคำว่า ''Independent'' มาเรียกสั้นๆเพื่อความเข้าใจกล้วยๆกับคำอธิบายศัพท์ตามตัวคือ อิสระ

ที่จริงแล้วก็ไม่รู้หรอกว่าผู้ใดกันใช้มันเป็นคนแรก ก็แค่จู่ๆคำนี้ก็ขจุยขจายในสังคมวันรุ่นไทย แล้วก็ใช้กระจายต่อกันไปแบบไม่มีที่มาที่ไป ใช้กันแบบมึนงงๆ

มันเป็นศัพท์ที่ใช้กล่าวติดต่อกันทั่วๆไป ไม่ต้องเป็นทางการอะไรมาก เอาแค่ว่ารู้เรื่องตรงกันเป็นเพียงพอว่ามันเป็นอย่างงี้

ตรงนี้แหละมั้งที่เรียกว่า อิสระ

อิสระในการคิด, การพูด, การแต่งตัว หรือวิธีการทำอะไรนอกกรอบ แปลกๆแหวกแนวที่คนทั่วๆไปไม่ค่อยทำกัน ถ้าเป็นด้านบวกก็เรียกว่า ความคิดริเริ่ม แต่ถ้าหากเป็นอีกด้านเรียกแบบซอฟต์ๆหน่อยก็คงจะเป็น ไอ้นี่ไม่มีประโยชน์แน่นอน!!

หลายแวดวงเริ่มแผ่กระจายความนึกคิดนอกกรอบ ไอเดียล้ำๆผุดขึ้นมาให้กลายเป็นจุดขาย กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ให้บุคคลทั่วไปเห็นแล้วรู้สึกลุ่มหลงอยากกระทำตามบ้าง

และแวดวงฟุตบอลก็เป็นเลิศในนั้น ไล่ตั้งแต่แฟชั่นสตั๊ดสีจี๊ดๆแฟชั่นทรงผม เบอร์เสื้อแปลกๆและที่ครีเอตไม่แพ้เรื่องอื่นเลยก็คือ ชื่อนักเตะด้านหลัง

แม้มันจะดูไม่แปลกแหวกแนวเท่าใด แต่ก็เพียงพอเรียกความเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมได้ไม่น้อย ทั้งชื่อฉายา ชื่อกลาง หรือชื่อหน้า มีให้เห็นกันมาก

ถ้าหากไม่นับพวกนักเตะในลีกอเมริกาใต้ทั้งหลาย หรือบางทีนักเตะเชื้อสายสแปนิช, โปรเหม็นตุกีส หลายคนที่ต้องย่อชื่อ เนื่องจากชื่อทางการจริงๆมันยาวจนยากที่จะยัดใส่ข้างหลังเสื้อให้พอดิบพอดี มันก็เลยจะต้องครีเอตกันหน่อย

แต่สำหรับนักเตะทั่วๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแข้งพรีเมียร์ลีกที่มีชื่อหน้า และนามสกุลปกติ จำนวนมากจะสกรีนเป็น นามสกุลเอาไว้ เนื่องจากถ้าหากใช้ชื่อหน้ามันก็เกร่อจนเกินความจำเป็น อย่างแค่เรียกชื่อ โจนาธาน เพียงครั้งเดียวคนก็หันพร้อมเป็นพันแล้ว

จะมีเพียงแต่กลุ่มเล็กๆเพียงแค่นั้น ที่ฉีกความธรรมดาสามัญของชาวบ้าน เอาที่เพียงพอจะจำได้เลยก็ ราเวล มอร์ริสัน อดีตแข้งพรสววรค์ของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ปักชื่อหน้าของตัวเองข้างบนหมายเลขเสื้อ ในตอนที่ค้าแข้งกับ ''ขุนค้อน''

ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ลูกปืนสำรองของผีแดงก็เช่นเดียวกันที่เอาฉายา ชิชาริโต้ มาเป็นจุดขาย เรียกความคลุ้มคลั่งของแฟนบอลได้มากพอๆกับซูเปอร์สตาร์ตัวหลักของกลุ่มเลย

หรือถ้าจะนั่งไทม์แมชีนกลับไปอีกหน่อย อดีตแข้งผีที่โปรไฟล์ไม่ธรรมดา เมื่อพกเอาบุตรหลานของความเป็นอัจฉริยะลูกหนังของผู้เป็นพ่อผู้ครอบครองสมญา ''นักเตะเทพดา'' ก็ยังสกรีนชื้อหน้า ยอร์ดี้ ไว้ห้วนๆเลย

แม้แต่ คริสเตียน เบนิเตซ กับฉายา ยกโช่ บนหมายเลข 11 กับเครื่องประดับเบอร์มิงแฮม หรือ สเตลิออส ยานนาโคปูลอส กับชื่อ สเตลิออส ยุคเป็นจอมทัพให้โบลตันเองก็เป็นไปกับเขาด้วย

ลามมาจนกระทั่ง เมมฟิส เดอขว้างย ที่ใช้ชื่อหน้าของตัวเองเป็นเพราะเหตุว่าเขาไม่ค่อยมีความผูกพันธ์กับป๊ะป๋าเสียเท่าใด เลยจับนำชื่อหน้ามาใช้บนข้างหลังเสื้อของตัวเอง แต่มันก็ดูอินดี้ดีเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันความอินดี้ได้รับการสืบสานถัดมาจนกระทั่ง เดเล่ อัลลี่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งพุ่งแรงของ ''ไก่เดือยทอง'' เมื่อซีซั่นนี้กองกลางวัย 20 ปีจะเปลี่ยนแปลงมาใช้ชื่อหน้าของตัวเองที่ด้านหลังเสื้อ ภายหลังฤดูกาลที่แล้วใช้อัลลี่มา 1 ฤดูกาลเต็มๆ

''ที่ผมอยากได้ใช้ชื่อของผมแทนนามสกุล เนื่องจากผมมีความคิดว่าผมไม่มีความผูกพันอะไรทั้งหมดกับ ชื่อนามสกุลอัลลี่''

''นี่ไม่ใช่การวินิจฉัยของผมคนเดียว แต่เมื่อลองเสวนาหารือกับครอบครัวแล้ว ผมจึงทำแบบนั้นทันที'' ดาวรุ่งยิดโด้บอกเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนแปลงชื่อว่าอย่างนี้

ได้ยินเรื่องของอัลลี่แล้วชักชวนหม่นเล็กน้อย เมื่อครอบครัวที่เขาเอ๋ยถึงนั้น มิได้อบอุ่นเสมือนคนทั่วๆไปซักเท่าไหร่ เริ่มตั้งแต่การหย่าร้างของพ่อแม่ก่อนที่เขาจะลืมตาดูโลก ยิ่งไปกว่านั้นไปกว่านั้นคือการจะต้องจากผู้เป็นแม่ตั้งแต่อายุ 13 ปี สาเหตุก็เพราะเหตุว่าแม่ติดเหล้า

หลังจากนั้นก็มีครอบครัวที่บริบูรณ์พร้อมกว่าเป็นผู้อุปการะเขาในฐานะบุตรบุญธรรม ช่วยสนับสนุนให้อัลลี่เดินทางตามความฝันของตัวเองเสร็จ

เริ่มเส้นทางการเป็นนักเตะกับ ซิตี้ โคลต์ ก่อนจะเปลี่ยนแปลงรกรากของสถานศึกษาลูกหนังสู่ ไม่ลตัน คีนส์ ตอนอายุ 11 ขวบ และผ่านการบ่มเพาะประสบการณ์กับระบบเยาวชนของกลุ่ม และเมื่อเริ่มเขี้ยวพอดีจึงได้รับช่องทางให้เปิดฉากกับกลุ่มชุดใหญ่ในอายุ 16 ปี ด้วยการลงเป็นตัวสำรองในเกมที่เสมอ เคมบริดจ์ 0-0 ศึกเอฟเอ คัพ ตอนวันที่ 2 พ.ย. 2012

และเกมที่โล่งแจ้งกำเนิดของเขากับบทบาทนักเตะอาชีพ คือการเป็นตัวหลักช่วยทำให้ ไม่ลตัน คีนส์ ล้ม แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมลีก คัพ รอบ 2 ด้วยสกอร์ที่จะต้องขยี้ตาซ้ำมากรอบ เมื่อตัวเลข 4-0 บนสกอร์กระดานปรากฏสู่สายตาแฟนบอลในวันนั้น

จบเกมปุบปับ แสงสปอตไลต์ส่องไปที่ เดเล่ อัลลี่ ปั๊บ แถมยังเนื้อหอมถึงขึ้นยักษ์ใหญ่อย่าง บาเยิร์น มิวนิค และ ลิเวอร์พูล เบียดไหล่ชะแง้คอตามจีบดาวรุ่งเนื้อหอมรายนี้ให้ย้ายไปร่วมกลุ่ม

ดังได้ไม่นานการย้ายกลุ่มก็เกิดขึ้นจริงๆแต่สมาพันธ์ใหม่ของอัลลี่ก็ไม่ใช่ทั้งคู่กลุ่มที่ว่ามา ถ้าหากเป็น ''ไก่เดือยทอง'' ที่เป็นข้างสมหวัง และที่นี่เอง อัลลี่เริ่มฉายออร่าเทพถีบตัวเองขึ้นมาเล่นกับกลุ่มชุดใหญ่ได้เสร็จ กับผลงานการซัด 10 ประตูในลีกจากการลงเล่นทั้งปวง 33 เกม แถมด้วยแอสซิสต์ไป 9 ครั้ง

ฟอร์มเด่นเต็มที่ที่ รอย ฮ็อดจ์สัน ต้องหนีบไปฝ่ายูโร 2016 ที่ฝรั่งเศส ด้วยเลย

เมื่อโปรไฟล์ในเรซูเม่ของแข้งดาวรุ่งสวยงามไม่มีที่ติขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่เขาจะได้รับรางวัลดาวรุ่งดีเลิศแห่งปีของซีซั่นที่แล้ว มาเป็นเกียรติตำแหน่งประจำตัว

ฟอร์มฉายแสง แถมมีรางวัลส่วนตัวรับรองความยอดเยี่ยมขนาดนี้ ต้องการจะอินดี้ขนาดไหนก็ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน ถ้าหากคาดคั้นฝีเท้าให้เป็นที่ประจักษ์ก่อนเป็นลำดับแรก ที่เหลือสุดแล้วแต่สไตล์คุณ

ซึ่งฤดูกาลใหม่นี้ เดเล่ อัลลี่ เป็นเลิศในแข้งอินดี้ที่ใช้ชื่อหน้าของตัวเองเป็นชื่อด้านหลังเสื้อแข่ง ร่วมกับ เมมฟิส เดอขว้างย ตัวรุกขอบเส้นจากค่ายสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์

ที่เพียงพอเทียบความอินดี้แล้วมีเสมอกัน แต่ฝีเท้าที่แสดงออกมาสู่สายตาแฟนบอลทั่วโลกโคตรจะแตกต่างกันเลย

แมน ออฟ เดอะ แมตช์ แห่งปี

พรรคพวกซาตานแดงพุ่งชนความมีชัยในพรีเมียร์ลีกเป็นเกมที่ 6 ติดต่อกันแล้วครับ
อุตส่าห์ชนะ 6 เกมติดต่อกัน อันดับในตารางกลับไม่ขยับเขยื้อนขึ้นสักหน่อยมาตั้งแต่ชนะ 2-3 นัดติดต่อกันแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ยังถูกกดหัวให้จมอยู่ในอันดับที่ 6 ของตารางดังเดิม เหตุเพราะดันถูกคู่ต่อสู้ทำคะแนนทิ้งห่างมากเกินไปในตอนแรก คิดและน่าน้อยใจยิ่งกว่ามีคนใดกันมาเรียกผมว่า "ลุง" ซะอีก อิอิอิ
2 เกมปัจจุบันของสนามรบแข้งพรีเมียร์ลีก นับว่าเป็นโปรแกรมหฤโหดที่สุดในฤดูกาลนี้ เพราะเหตุว่าจะต้องซอยยิกๆๆๆชิดกัน 2 นัดในระยะเวลาห่างกันแค่เพียง 3 วัน การกะซวกชัยได้เสร็จทั้ง 2 นัด จัดว่ายอดเยี่ยม ซึ่งถูกจุดนี้จะต้องชูความดีความชอบให้ผู้อยู่เบื้องหลังความมีชัยอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ชี้ให้เห็นว่าตัวเขายังคงเป็นผู้จัดการกลุ่มที่อุดมด้วยเหลี่ยมเลห์กลและกลอุบายสุดยอด
…ว่าแล้วขอย้อนกลับไปในเกมปะทะ "เดอะFun88โบโร่" ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันสุดท้ายของปีวานรไฟบรรลัยกัลป์
"มูมู่" ควรต้องปรับตำแหน่งหลายจุดในลักษณะของการ "โรเตชั่น" เพราะเหตุว่าลูกทีมจะต้องลงสับตีนถึง 2 เกมในรอบ 3 วัน แถมมีเกมที่คงจะยากกว่าแสยะยิ้มพลางยักคิ้วรออยู่ที่ลอนดอนอีกต่างหาก
กุนซือวัย 53 กะรัต เลือกเปลี่ยนตำแหน่งคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจาก "เดอะ เกรท วอลล์" อย่าง ฟิล โจนส์ กับ มาร์กอส โรโฮ มาเป็น เอริก ไบยี่ กับ คริส สมอลลิ่ง เพราะเหตุว่าอ่านเกมว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรบ้างในเกมรับ – ความสามารถของผู้เล่นก็สูงขึ้นยิ่งกว่า แถมได้เล่นในบ้าน ก็เลยคงจะครองบอลและทำเกมรุกมากยิ่งกว่าอย่างแน่แท้
มิดฟิลด์ไม่มี ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่รายงานข่าวบอกว่าเจ็บไข้ อายุก็ 35 แล้วคงลงเล่นติดๆกันไม่ไหว ลูกรักอย่าง มารูยาน เฟลไลนี่ ก็เลยได้สิทธิ์เป็นตัวจริงแทนพลางขยับ อันเดร์ เอรร่า ไปเล่นเป็นตัวปัดกวาดในดินแดนกลาง ซึ่งรูปเกมที่ปรากฏออกมาบนฟลอร์ต้นหญ้าชี้ให้เห็นว่าไม่ค่อยทำให้เกิดผลเสียต่อสมดุลสักเท่าไหร่ พรรคพวกซาตานแดงยังคงบุกอยู่ด้านเดียว
งานของ แมนฯ ยูไนเต็ด คงจะสบายเพิ่มมากขึ้น และควรได้รับความมีชัยแบบไม่ระบมหัวแม่ตีนครับ-ขอบอก แม้จังหวะที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ถีบลูกเข้าไปตุงตาข่ายในช่วงท้ายครึ่งแรกได้รับอนุญาตให้เป็นประตูขึ้นนำ
จังหวะนี้เกือบจะไม่ต้องอาศัยภาพช้ามาช่วยให้ท่านผู้ชมทางบ้านตัดสินว่าฟาวล์หรือไม่ฟาวล์ด้วย คือมองด้วยตาเปล่ามันก็คงจะเห็นถึงความใสสะอาด เพราะเหตุว่า "เฮียหลา" เอ็งพุ่งเข้าถึงบอลก่อน แถมยังห่างจากผู้รักษาประตูเกือบ 3 ไมล์ ทว่าผู้ตัดสิน ลี เมสัน กลับมองว่าเป็นการชูเท้าสูงพลางเข้าชาร์จผู้รักษาประตู เอาง่ายๆว่า "เล่นอันตราย" นั่นแหละ
เมื่อไม่ได้ประตูที่ควรจะได้แบบใสสะอาด มันก็นำมาซึ่งการทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด พบความลำบากตรากตรำเยอะขึ้นโดยใช่เหตุ
เพราะเหตุว่ายิ่งเวลาผ่านไปโดยกระแทกประตูแรกไม่ได้สักที มันก็ทั้งอึดอัดและบีบคั้นเยอะขึ้นเพราะเหตุว่าคู่ต่อสู้อุดประตูรอคอยสวนกลับเพียงอย่างเดียว
โชเซ่ มูรินโญ่ สลับตัวทีแรกด้วยการส่ง มาร์กอส โรโฮ ลงมาเป็นแบ็คซ้ายแทน ดาเล่ย์ บลินด์ ในขณะที่ ฆวน มาต้า ถูกส่งลงมาแทน มารูยาน เฟลไลนี่ นับว่าเป็นการเปลี่ยนตัวตามตำแหน่ง แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด กลับถูกยิงนำไปก่อน…ซะแบบนั้น! นั่นก็เลยนำไปสู่การทิ้งไพ่ใบท้ายที่สุดที่เรียกว่าเป็นไพ่เด็ดหรือทีเด็ดเลยทีเดียว
เมื่อกองหน้าอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกส่งลงมาแทนกองหลังอย่าง คริส สมอลลิ่ง เหตุกำเนิดในนาทีที่ 72 หรือเกือบ 20 นาทีก่อนหมดเวลา
มาร์กอส โรโฮ ถูกขยับจากแบ็คซ้ายไปเล่นเป็นเซ็นเตอร์ฯ คู่กับ เอริก ไบยี่ โดยนาทีนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีฟูลแบ็ค – มีแต่ปีกทั้ง 2 ข้างอย่าง อันโตนิโอ วาเลนเซีย กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่สลับตำแหน่งกันไปเล่นเป็นกองหน้าตามจังหวะ

เรียกว่าเปลี่ยนแบบ "เอาตาย" คือมีแต่ตัวรุกที่ประดิษฐ์เกมและยิงประตูได้ โดยเหลือกองหลังแท้ๆแค่ 2 คนแค่นั้น!
สลับตัวอย่างนี้จัดว่าถูกใจเด็กผีทุกหมู่เหล่า เพราะเหตุว่าสมัยที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังเล็มไม้ไผ่ที่ข้างสนาม พ่อเอ็งแสดงแนวทางการเปลี่ยนตัวแบบ "Dead or Alive" หรือ "เอ็งไม่ตาย กูก็ตาย" ให้เห็นเสมอๆเมื่อตกอยู่ในสคราวฉุกเฉิน
ท้ายที่สุด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ทุจริตความตายได้เสร็จจากการเปลี่ยนตัวแบบเสี่ยงเดิมพันอย่างกับว่ายน้ำแข่งขันกับไอ้เข้ของ โชเซ่ มูรินโญ่ อันสะท้อนถึงความเป็น "ซาตานแดง" ขนานแท้และเริ่มแรก
อารมณ์และความรู้สึกเดิมๆมันก็เลยกลับมาอีกที ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาในซาตานแดงโดยมากชอบอะไรอย่างนี้ที่บีบหัวใจดีนักแล ก่อนที่จะร่าเริงกันมากมายกับการกลับมาจากป่าช้า เพียงมันจะต้องแลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยอย่างต้องหนัก!
คิดง่ายๆครับ ถ้าเกิดเกมเมื่อวันส่งท้ายปีเก่า แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นนำเร็ว ทุกอย่างก็คงจะง่ายขึ้น และช่วยให้ผู้เป็นกุนซือปรับหมากเตะเป็นแบบเพลย์เซฟพลางปิดเกมเล่นติดชึ่ง ซึ่งคงไม่สิ้นเปลืองพลังงานมากนัก
ต่อเมื่อไม่ได้ประตูที่ควรจะได้ก็เลยจะต้องเจอกับความลำบากตรากตรำระดับ 80 ตีนถีบ – จะต้องเสือกสน และจะต้องดิ้นรนอย่างต้องหนัก กว่าจะบดเอาชัยชนะกลับมาได้แบบรากเลือด
ในความสะใจของแฟนบอลก็เลยแลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยล้าของผู้เล่น ซึ่งมันส่งผลออกมาอย่างแจ่มแจ้งในเกมต่อมาที่เดินทางลงมาเยือน เวสต์แฮม เมื่อวันจันทร์ก่อนหน้าที่ผ่านมา
สิ่งที่เกิดขึ้นใน ลอนดอน สเตเดี้ยม คือผู้เล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด เร่งเครื่องไม่ขึ้น โดยเดินเกมของตนเองแบบเนือยๆเฉื่อยๆและเฉื่อยๆเพราะเหตุว่าแข้งขามันอ่อนเปียกเหมือนสไลด์หนอนด้วยความเร็วสูงเป็นปริมาณ 7 ดอกติดต่อกันภายในช่วงระยะเวลา 1 วันพินิจได้ชัดจาก ปอล ป๊อกบา นี่แหละปกติ "คุณป๊อก" เป็นผู้เล่นที่ทั้งบ้าพลังและทรงพลังอย่างแรง
ในแต่ละเกม ดาวเตะค่าจ้าง 89 ล้านปอนด์ผู้นี้มักจะมีส่วนร่วมกับเกมมากที่สุด และมากยิ่งกว่าคนใดกันเพื่อนฝูง แต่เกมปัจจุบันกลับเคลื่อนที่ลดลง และมีบทบาทลดลงไปอย่างแจ่มแจ้ง
แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นเหมือนอุตสาหะเซฟพลังงานพลางคอยจังหวะโต้ตอบซะมากยิ่งกว่า – อาจเพราะเหตุว่าเพลียด้วยและวางแผนมาเล่นอย่างนี้ด้วย รูปเกมก็เลยควรจะเป็นรองเจ้าของบ้านผู้มีค้อนเป็นอาวุธบัดดล! คนบนฟ้าเหมือนจะประทาน "ของขวัญปีใหม่" มาให้ แมนฯ ยูไนเต็ด
จังหวะที่ โซเฟียเน่ เฟกูลี่ พุ่งเข้าเสียบ ฟิล โจนส์ แม้มองในวาบนั้นอย่างฉับพลันเหมือนการเล่นที่อันตรายมาก เพราะเหตุว่าพี่เอ็งเล่นกระโดดชูขาลอยจากพื้นเข้าใส่บนความเร็ว-แรง
แม้ภาพช้าในการถ่ายทอดสดจะชี้ให้เห็นว่ามันไม่ได้น่าเกลียดอย่างที่เห็นด้วยตาเปล่าในวาบแรก แต่อย่าลืมว่าผู้ตัดสินไม่ได้โอกาสเห็นภาพช้าเหมือนท่านผู้ชมทางบ้าน – เหมือนนักพากย์ หรือเหมือนนักวิจารณ์ลูกหนัง คุณพี่เขาก็เลยมีสิทธิ์มองว่ามันคือการเล่นที่อันตรายไม่ได้มีความแตกต่างจากเกมก่อนหน้าที่ผ่านมาที่ผู้ตัดสินปฏิเสธประตูของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช นั่นแหละ
เมื่อ เวสต์แฮม เหลือเพศผู้เล่นน้อยกว่า คดีก็กลับทันทีสิขอรับ จากเกมที่เหมือนจะด้อยกว่านิดๆพลิกกลับมาเหนือกว่าด้วยเพศผู้เล่นที่มากยิ่งกว่า – สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังเร่งเครื่องไม่ขึ้นดังเดิม เพราะเหตุว่าได้แต่ครองบอล โดยหาจังหวะทำลายตาข่ายเกือบจะไม่ได้ ต้นสายปลายเหตุคงจะมาจากความเหน็ดเหนื่อยนี่แหละมันก็เลยเป็นอีกทีในเวลาใกล้เคียงกันที่ชาวโลกได้เห็นการสำแดงเดชาของผู้จัดการกลุ่มอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ในเมื่อเพศผู้เล่นมากยิ่งกว่า แต่ดันเล่นกันเนือยๆอย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์ มันจะต้อง "เอาตาย" ขอรับว่าแล้วผู้ครอบครองสมญา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" ก็เลยไม่รอคอยช้ารีบสลับตัวทันทีที่เริ่มช่วงหลัง
มัตเตโอ ดาร์เมี่ยน ถูกลากออกมาจากสนาม เพราะเหตุว่าไม่มีประโยชน์ต่อเกมรุก ในขณะที่เกมรับไม่ต้องพะวักพะวงอะไรมากมายแล้ว – มิดฟิลด์ตัวรุกอย่าง ฆวน มาต้า ก็เลยได้ลงมาเสริมเกมรุกในดินแดนกลางพลางปรับระบบบางส่วนจาก 4-3-3 เป็น 4-1-4-1 ขยับ มาร์กอส โรโฮ ออกไปเป็นแบ็คซ้ายพลางถอย ไมเคิ่ล คาร์ริค ลงมาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ

"คุณปลัด" ถอยลงมาเล่นเป็นเซ็นเตอร์ฯ ก็จริง แต่ก็เหมือนเป็นมิดฟิลด์นั่นแหละ คือขยับขึ้นมาคุมจังหวะและจ่ายบอลในดินแดนกลาง เนื่องมาจากคู่แข่งขันเน้นเกมรับเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องถอยต่ำมากมายก็ได้ยังกระแทกตาข่ายไม่ได้ "มูมู่" ปล่อยจรวดนำวิถีดอกที่ 2 ตามลงมาอย่างฉับพลัน
มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกส่งลงมาแทน เจสซี่ ลินการ์ด ก่อนที่จะดาวรุ่งพุ่งกระฉูดวัย 20 ขวบจะเปลี่ยนเป็นผู้เล่นสำรองทีเด็ด ข้างหลังได้รับคำสั่งจากเจ้านายให้ เลื้อย/มุด/เลาะ เพื่อเจาะเกมรับของคู่แข่งขัน
แล้วประตูปลดล็อคของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มาจากการหลอกล่อคู่ต่อสู้ในกรอบจุดโทษของ "เจ้าหนูแรช" ก่อนบรรจงผ่านบอลให้ "พี่ต้า" ตะบันด้วยซ้ายแบบเต็มตีนตา ซึ่งการที่ผู้เล่นสำรอง 2 คน ลงมาแล้วทั้งจ่ายและยิงประตูช่วยให้กลุ่มตัวเองได้ประตูนำ มันสะท้อนถึงความแจ๋วของผู้เป็นกุนซือผู้มีหน้าที่ปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์แค่นี้ไม่พอ
ทันทีที่ได้ประตูนำ พี่เอ็งรีบเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นอีกทีด้วยการส่งกองหลังอย่าง คริส สมอลลิ่ง ลงมาแทน เฮนริค มคิทาร์ยาน ที่เล่นไม่ค่อยออก พลางปรับตำแหน่งใหม่กลับไปดังเดิม โดยไม่จำเป็นจะต้องเล่นบนการเสี่ยง & ปิดเกม แถมยังช่วยเซฟพลังงานให้ผู้เล่นที่เพลียไปในตัว ก่อนที่จะได้รับความมีชัยสมปรารถนา เกือบลืมกล่าวว่าในความมีชัยนัดปัจจุบันของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ 2 จุดครับจุดเปลี่ยนแรกของเกมปัจจุบันอยู่ที่การเหลือเพศผู้เล่นน้อยกว่าของ เวสต์แฮม
จุดเปลี่ยนต่อมาอยู่ที่การเซฟลูกอันตรายหลายต่อบ่อยครั้งของ ดาบิด เด เคอา เฉพาะอย่างยิ่งจังหวะที่ มิคาอิล อันโตนิโอ หลุดโดดเดี่ยว
 

อันดับ 4 ลีกอังกฤษ หรือแชมป์ ยูโรปา ลีก?

หากไม่เกิดเหตุ ''ก๊อดซิลล่า Vs. คิงคอง'' ขึ้นบนโลกเน่าๆของพวกเราเสียก่อน พรรคพวกปีศาจร้ายแดงน่าจะคุ้ยผ่านเข้ารอบ 8 กลุ่มในที่สุด ยูโรปา ลีก ได้เสร็จ
นี่เป็นโทรฟี่ที่มีความจำเป็นระดับชั้นหนึ่งเพียงรายการเดียวของยุโรปในที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่เคยสัมผัสอย่าว่าแต่สัมผัสเลยนะครับ – ไม่เคยเฉียดฉิวใกล้ด้วยซ้ำ
ดูเหมือนกับว่าถ้วยนี้ไม่ค่อยถูกโฉลกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่ แถมส่วนใหญ่พวกเขามักดำเนินชีวิตอย่างหรูหราและก็มีชาติตระกูลกว่าบนทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนานๆถึงจะลดตัวเองลงมาเล่นในถ้วยนี้สักที ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการถูกบังคับให้มาแบบไม่ค่อยเต็มใจเพียงแค่ฤดูนี้ ถ้วย "ยูโรปา ลีก" เปลี่ยนเป็นจุดหมายลำดับที่หนึ่งที่พรรคพวกปีศาจร้ายแดงจะต้องเอามาให้ควรได้
นอกเหนือจากจะเป็นเกียรติประวัติและก็ความสำเร็จ มันอาจจะเป็นเพียงหนทางเดียวที่ช่วยให้พวกเขากลับไปสู่ทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกที
การกลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือว่าสำคัญสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากครับ สำคัญทั้งในแบบ "รูปธรรม" และก็ "นามธรรม" เลยทีเดียว เพราะเหตุว่านอกเหนือจากจะเป็นแหล่งรายได้อย่างมากมาย – การได้มีส่วนร่วมในรายการนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากพลังล่อใจผู้เล่นระดับดาวดังให้มาร่วมกลุ่มอีกด้วยที่สำคัญเป็นการเบียดตัวเองเข้ามาเป็น 1 ใน 4 ขั้นตอนแรกของตารางพรีเมียร์ลีกดูเหมือนเป็นเรื่องยากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกที
วันก่อนเพิ่งจะครบรอบ 100 วันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ค้างที่อยู่ในอันดับ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ว่าและล้อเลียนกันสนุกสนามตามสูตรสำเร็จของโลกโซเชี่ยลจริงๆน่าจะทำบุญทำทานร้อยวันไปเลย – ไหนๆก็อยู่ในอันดับ 6 ครบ 100 วันแล้วนี่ 555
ประมาณดูแล้ว ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะหนีอันดับ 6 ไม่พ้นแล้วล่ะ เพราะเหตุว่าจะว่าไปในฤดูนี้ พวกเขามีโอกาสสลัดอันดับ 6 ของตนเองทิ้งไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้งทุกครั้งที่ช่องทางพุ่งเข้ามาหาก็มักมีอันจะต้องกำเนิดอะไรขึ้นสักอย่าง ยกตัวอย่างเกมปัจจุบันที่เซิ้งกับ บอร์นมัธ ในบ้าน
เกมนั้นหากสมาชิกของ โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นฝ่ายมีชัยก็จะดีดอันดับ 6 ทิ้งไปได้อย่างไม่ต้องสงสัยอย่างน้อยๆ2 อาทิตย์ แม้กระนั้นจนแล้วจนรอดก็กลับแออัดความปราชัยให้ผู้มาเยือนไม่ได้ ในขณะที่คู่ต่อสู้เหลือผู้เล่น 10 แถม แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดลูกโทษอีกต่างหากอีหรอบนี้น่าจะถูกใครบางคนบนฟ้าแกล้งแล้วล่ะหรือไม่ก็น่าจะถูกสาบให้อยู่ในอันดับ 6 ตลอดกาลจวบจนกระทั่งจะจบฤดู แค่นี้ไม่พอการมีศึกอื่นๆรอบด้านทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงแข่งในพรีเมียร์ลีกล้าช้ากว่าคู่ขับเคี่ยวอย่าง ลิเวอร์พูล
สถานการณ์ปัจจุบัน กลุ่มอันดับ 6 ของตารางอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกกลุ่มอันดับ 4 อย่าง ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างไปเป็น 6 แต้มแล้ว แม้จะแข่งน้อยกว่า 2 นัดหมายก็ตามแต่ต่อยก่อนเหนือกว่าครับเป็นตาม 6 แต้ม โดยแข่งน้อยกว่า 2 นัดหมาย มองเผินๆเหมือนไม่เสียเปรียบอะไร – แค่ชนะ 2 นัดหมาย แต้มก็จะเสมอกันในทันที
แต่ว่ามันยังไม่เกิดขึ้นไงนะครับ และไม่มีอะไรมาค้ำประกันด้วยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะชนะทั้ง 2 นัดหมายที่ตกค้าง ผิดกับ ลิเวอร์พูล ที่ลงเล่นไปเรียบร้อย และก็นำอยู่ 6 แต้มเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

เทียบเป็นจุดลูกโทษ ลิเวอร์พูล ก็ฆ่าไปก่อน 2 ลูก โดยเข้าไปตุงตาข่ายทั้ง 2 ลูก ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสยิงคราวหน้า 2 ครั้ง แม้กระนั้นแม้กระทั่งเข้าทั้ง 2 ครั้งก็ทำเป็นแค่ตีเสมอ มิซ้ำยังบีบคั้นกว่าต่อนี้ไปมาดูโปรแกรมที่คงเหลืออยู่ของทั้ง 2 กลุ่มครับ
ลิเวอร์พูล เหลือเจอกลุ่มใหญ่ด้วยกันแค่เพียงนัดหมายเดียว เป็นบุกไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ในวันอาทิตย์นี้ และมีศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้อีกนัดหมาย นอกเหนือจากนี้อีก 8 นัดหมายที่เหลือ มีแม้กระนั้นกลุ่มที่เล็กกว่า ขณะโปรแกรมที่เหลือของ แมนฯ ยูไนเต็ด ถือว่าหนักกว่าครับ เพราะเหตุว่ายังจะต้องเจอกลุ่มใหญ่อย่าง เชลซี, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล รวมถึงนัดหมายตกค้างกับ แมนฯ ซิตี้ แถมผลงานในการเจอกลุ่มพิกัดใกล้เคียงกันไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ เพราะเหตุว่าเพิ่งจะเอาชนะได้แค่ "น้องไก่" กลุ่มเดียวในฤดูนี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวการหวังว่าจะได้อันดับ 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก และก็ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วยดูเหมือนเป็นอะไรที่เกินตัวไปสักนิดว่าแล้วอาจจะต้องเลือกนะครับ เลือกไปทางใดทางหนึ่งแบบเต็มตัว เพราะเหตุว่ามันอาจยากที่จะเก็บคุณไว้ทั้ง 2 ตัว เอ๊ย! 2 คน
พรีเมียร์ลีก เหลืออีก 11 นัดหมาย ตามหลังอันดับ 4 อย่าง ลิเวอร์พูล 6 แต้ม แข่งน้อยกว่า 2 นัดหมาย ประตู-ได้เสียด้อยกว่าอยู่ถึง 8 ประตู หมายความว่าแม้กระทั่งชนะทั้ง 2 นัดหมายในเกมตกค้าง หากคิดจะแซงหงส์แดงก็จะต้องชนะคู่ต่อสู้ 2 นัดหมายรวมกันให้ได้มากยิ่งกว่า 8 ประตูและก็ไม่เฉพาะแต่ ลิเวอร์พูล ยังมีกลุ่มอันดับ 5 อย่าง อาร์เซน่อล ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องฟาดฟันด้วย
แบบงี้เบนเป้าไปที่ ยูโรปา ลีก เต็มตัวเลยดีกว่า เพราะเหตุว่าหากเอาชนะ รอคอยสตอฟ ได้เสร็จในเกมเมื่อคืนนี้วันพฤหัสฯ หากจะไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ก็เหลืออีกแค่ 5 เกมแค่นั้น (2 เกมในรอบ 8 กลุ่ม + 2 เกมในรอบตัดเชือก + 1 เกมในนัดหมายชิงฯ)
หากคิดจะเอาทั้ง 2 รายการ เป็นอันดับ 4 ด้วย แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วย นอกเหนือจากจะเกินตัวแล้ว บางครั้งบางคราวมันอาจดึงคุ้นเคยจนถึงพุ่งเข้าชนความผิดพลาดทั้ง 2 รายการ…ก็…เป็น…ได้
ทางที่ดีเดิมพันกับแชมป์ ยูโรปา ลีก ไปเลยดีกว่า ว่าและเอาค้อนปอนด์มา "ตีหม้อข้าว" ของตนเองในพรีเมียร์ลีกทิ้งไปเลย!
เป็นไม่ต้องสนกับการฉกฉวยอันดับ 4 อีกต่อไปพลางทำใจสารภาพอันดับ 6 ของตนเองว่ามันก็น่ารักดีแบบเดียวกันนะ แล้วมุ่งเน้นไปในทางสาย ยูโรปา ลีก เพียงรายการเดียว เปรียบการตีหม้อข้าวตัวเองทิ้ง เพื่อเข้าตีฐานทัพของศัตรู หากแพ้ หากยึดไม่ได้ก็จะไม่มีข้าวยัดส์ เพราะเหตุว่าตัวเองตีหม้อข้าวแตกหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้จะต้องเอาชนะศัตรูหรือคว้าชัยชนะให้ได้เพียงสถานที่เดียว
ย้อนกลับไปในปี 2005 ลิเวอร์พูล จากความคิดของที่ปรึกษาหนวด – ราฟาเอล เบนิเตซ ก็เคยใช้แนวทางนี้ครับ เป็นตีหม้อข้าวตัวเองทิ้งไปเลย โดยจัดกลุ่มแบบไม่เต็มดูดในพรีเมียร์ลีก เพื่อเน้นย้ำใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียงอย่างเดียว (จนถึงถูกเพื่อนฝูงร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน เอาอันดับ 4 ไปครอง)

จิ้งจอกสยาม ปะทะ ผีแดง


        ''แชมป์เก่า'' เลสเตอร์ ซิสตี้ตี้ ต้อนรับการมาเยี่ยมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นบิ๊กแมตช์ที่น่าสนใจอีกหนึ่งคู่ในอาทิตย์นี้
สถานะการณ์ทั้งคู่ทีมที่แตกต่างกันทำให้พนันเกมนี้ข้นคลั่ก

"เดอะ ขัดส์" อยู่อันดับ 16 มี 21 คะแนนห่างจากโซนตกชั้นเพียงแค่ 2 นอกจากนี้อันดับสุดท้ายของตารางคะแนนคือซันเดอร์แลนด์ห่างเลสเตอร์เพียงแค่ 5 แต้ม ซึ่งพูดได้ว่าช่องว่างระหว่างพวกเขากับโซนตกชั้นมีความห่างไม่มากมายก่ายกองอะไร

ไม่ใช่เพียงแค่อันดับ 18 อย่างคริสตัล พาเลส เพียงแค่นั้นที่พร้อมแซงพวกเขา ตรงกันข้ามทั้งฮัลล์ ที่บุกไปกระทั่งถึงเสมอแมนฯยูฯ รวมทั้งแมวดำมีโอกาสลดช่องว่างในเรื่องที่เลสเตอร์เสียท่าแพ้ในเกม มันเริ่มจากเกมนี้เมื่อรับมือแมนฯยูฯ

ในทางเดียวกัน "ซาตานแดง" ทีมที่รองประธานชมรมเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นแฟนคลับมานาน บุกมาคิง พาวเวอร์ เที่ยวนี้ไม้่มีช่องทางมากเท่าไรนัก ถ้าหากหวังพื้นที่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก ภายหลังเสียท่าเสมอฮัลล์ ซิตี้ อย่างน่าผิดหวัง

อันดับก็ไม่ขยับอยู่ที่ 6 มานานเต็มที ดังนั้นเกมนี้จำต้องบุกมาสอยเลสเตอร์คาบ้านให้ได้ ไม่งั้นช่องว่างอันโดนยืดรวมทั้งพวกเขาก็อยู่อันดับหกต่อไป

สถานะการณ์ที่ต้องการความมีชัยทั้งคู่ทีมอย่างนี้….ผมว่าเกมนี้แฟนบอลได้กำไร ไม่มีเล่นเกมแทกตำหนิก ดึงเกม เพราะว่าผลเสมอไม่ดีต่อทั้งคู่ทีมแน่นอน

ว่ากันถึงเจ้าบ้านในขณะนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี ประจันหน้ากับปัญหายิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพราะว่าคนคาดหวังเรื่องแชมป์เก่า นั่นมันคือเทพนิยายที่จบไปแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือพวกเขาแปลงเป็นทีมที่จำต้องลุ้นเรื่องอยู่รอดหรือเปล่ารอดในพรีเมียร์ลีก

แม้นักเตะได้ขวัญพลังใจจากท่านเจ้าคุณธงชัย ที่อวยพรว่าเลสเตอร์ไม่ตกชั้น แต่ในตอนนั้นสถานะการณ์มันสุ่มเสี่ยงมาถึงจุดนี้แล้ว จะร้อยเปอร์เซนต์อาจไม่ได้ นักเตะจำต้องสู้สุดกำลังเพื่อความมีชีวิตรอดไม่มีอันตรายในลีกสูงสุด

ดูคะแนนแล้วเลสเตอรา์เก็บได้ 21 แต้มจาก 23 เกม เป็นตัวเลขที่ทรามที่สุดในฐานะแชมป์เก่าที่ลงเล่นซีซั่นถัดมา ที่สำคัญฟอร์มตกแบบสุดๆมันเกิดขึ้นด้วยสถิติที่ว่าไม่ยิงประตูคนไหนกันแน่มาสี่ครั้งติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับหมดยุค ไนเจล เพียร์สัน เมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2014

ยุค เพียร์สันเมื่อสามปีก่อนนั้นไม่ยิงคนไหนกันแน่ 5 ครั้งติดต่อกัน

อีกทั้งเกมนอกคิง พาวเวอร์ ในปีนี้แปลงเป็นจุดบอดของเลสเตอร์ ไปแล้ว พวกเขายังแพ้คนไหนกันแน่นอกบ้านเลยในลีกเก็บได้ 3 แต้มจากผลเสมอ 3 นัดหมายนอกจากนั้นแพ้เรียบ คิดเฉพาะตารางนอกบ้านเลสเตอร์ อยู่อันดับ 19 คืออันดับตกชั้น

ยังดีที่ คิง พาวเวอร์ ยังมีพาวเวอร์ให้นักเตะได้ลุยสู้ พวกเขาได้ 18 แต้มในบ้าน อันดับคะแนนเฉพาะในบ้านอันดับ 10 อยู่รอดปลอดภัยสบายๆหากไม่คิดมากเล่นในบ้านจำต้องชนะให้เป็นประจำเข้าไว้ พวกเขามีโอกาสรอดพ้นการตกชั้น

อันนี้เป็นสูตรพื้นฐานของทีมที่ลุ้นรอดไม่รอดในแต่ละปี

เกมในบ้านดี มีแต้มตลอด อย่างนี้ไม่ตกชั้นแน่นอนประกันได้เลย หลายทีมใช้สูตรนี้บรรลุเป้าหมาย มาแล้วทั้งหมด

ปัญหาของ รานิเอรี ยังคงมีอีกหนึ่งเรื่องคือภาวะทีมของพวกเขาที่แม้จะใหญ่ขึ้น มีเงินทุ่มซื้อนักเตะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับปรากฏว่านักเตะค่าจ้างแพงดีกรีระดับทีมชาติหลายๆคน กลับไม่ได้ช่วยทีมรวมทั้งเล่นไม่เข้าระบบอะไรเลย

ต่างจากโนเนมทั้งหลายแหล่ที่เล่นกับทีมมาตลอดยุค รานิเอรี กลับทำเป็นดีมากกว่าชัดเจน

การที่นักเตะใหม่ศักยภาพสูงๆไม่สามารถเล่นได้ดิบได้ดีนั้น เป็นปัญหาที่ทำให้ รานิเอรี ปวดศีรษะเฉพาะในลีก ซึ่งตรงกันข้ามกับชปล. ที่พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบนอคเอาต์ได้เร็ว ทั้งที่พึ่งพิงแข่งขันชปล. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชมรม

จุดนี้…รานิเอรี จำต้องรีบแก้ไข เพราะว่าช่วงกลางเดือนชปล. จะมาบวกอีกสองนัดหมาย นี่ยังมีเกมเอฟเอ คัพ รีเพลย์ให้อิดโรยเล่นอีกหนึ่งเกม ดังนั้นแต้มจำต้องมา จำต้องได้ ความมีชัยจำต้องเกิดขึ้น จะเริ่มในเกมกับแมนฯยุไนเต้ดเลยมั้ย

ผมคิดว่า…หากพวกเขาชนะซาตานแดงได้ ความมั่นใจและความเชื่อมั่น เชิงจิตวิทยาจะมาเพิ่มมากยิ่งกว่าสามคะแนน

รานิเอรี เองก็อยากกระตุ้นลูกทีมให้ลุยสู้กับแมนฯยูฯ รวมทั้งเน้นย้ำความมีชัยหรืออย่างทรามเสมอแมนฯยูฯ ก็ไม่เสียหายอะไร ช่องว่างบางทีอาจถูกต่ำลง แต่ชั่วโมงนี้แต้มเดียวก็จำต้องเอาแล้วละครับ อย่าคิดเป็นแบบอื่น

แล้วเกมนี้ รานิเอรี จะจัดทีมของเขาเช่นไรดี

ปีนีจำต้องยอมรับว่านอกจากปัญหาเกี่ยวกับทีมที่ใหญ่ขึ้นแต่กลับเล่นในลีกได้ห่วยแตกลง ส่วนหนึ่งส่วนใดก็มาจากการที่พวกเขามี ริยาด ภูตผีปีศาจเรส เป็นหัวหอกเกมรุกมาตลอดหนึ่งปีที่ได้แชมปฺ ปีนี้ ภูตผีปีศาจเรส ถูกจับทางได้ ตัวเขาเองก็ไม่มหัศจรรย์เหมือนปีที่ผ่านมา

เกมรุกเลยขาดความน่าสยดสยองลง…ประกอบกับ เจมี วาร์ดี ก็ไม่ได้ช่องรับบอลสวยๆรวมทั้งหลายทีมเล่นกับเลสเตอร์ก็ไม่บุกมาก เน้นย้ำเชิง ตั้งรับรอคอยสวนแบบเดียวกันเลยแปลงเป็นงานยากไปสำหรับเลสเตอร์

มันเป็นปัญหาที่มารวมตัวกันจนกระทั่งทำให้ รานิเอรี ปวดศีรษะ แต่อย่างไรก็แล้วแต่เชื่อว่า รานิเอรี น่าจะยังใช้ขุมกำลังเก่าสู้กับแมนฯยูฯ คือเอานักเตะชุดเก่าๆเป็นแกน แนวรับไม่ต้องกล่าวหลับตาคิดภาพออกสำหรับ 5 ด่านหลังของพวกเขา รวม ชไมเคิล ด้วย

กึ่งกลางรับ แดนนี ดริงค์วอเตอร์ คุมเกมพร้อมกันกับ เอนดิดี รวมทั้ง อัลไบรท์ตัน ส่วนแนวรุกสามคน วาร์ดี, ภูตผีปีศาจเรส รวมทั้ง เดมาไร เกรย์ ในระบบ 4-3-3 พิจารณาให้ดี โอกาซากิ ปีนี้กลายเป็นตัวสำรองบ่อยครั้ง

รานิเอรี ไม่น่าจะเน้นย้ำเกมรุกสู้แมนฯยูฯ แน่นอน การตั้งรับจะแบบไหนอีกหนึ่งเรื่องนะครับ

รับลึกหน้าเขตโทษหรือเต็มพื้นที่ในแดนตนเอง คุมโซน รอคอยดักจังหวะ ผีพลาดแล้วสวนกลับ ปลดปล่อยให้ ทีมมูรินโญ เซตบอลบุกเข้าพบ แทกตำหนิกของ รานิเอรี น่าจะออกมาอย่างนี้ เพราะว่าอย่าลืมว่านัดล่าสุดโดนสอยเละเทะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด 4-1

เชื่อว่าในบ้าน รานิเอรี ไม่ได้อยากต้องการให้แมนฯยูฯ เล่นกับพวกเขาได้อย่างงั้นอีก

เช่นกันนะครับปีนี้พบแมนฯยูฯ ตั้งแต่ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ รวมทั้งพรีเมียร์ลีก แพ้ 2 นัดหมาย แต่นั่นไม่ใช่ที่บ้านของเลสเตอรฺ์ ดังนั้นเฉพาะหน้าแฟนตนเองเกมนี้ จะปลดปล่อยให้เป็นนัดหมายลำดับที่สามติดต่อกันต่อผีแดงไม่ได้โดยเด็ดขาด

มันจะต้องมีอะไรพิเศษแงะมาสู้…นั่นคือเกมรับแล้วรอคอยสวนซึ่งพวกเขามีทีเด็ดอยู่แล้ว

ทางฝั่งแมนฯยูไนเต็ด ของ มูรินโญ โดนแฟนพร่ำบ่นยับหลังเสมอฮัลล์ ซิตี้ 0-0 ทำให้่อันดับไม่ขยับ ทั้งที่กรุ๊ปบนพลาดหลุดเสมอกับแพ้ พวกเขาแข่งขันคราวหลังกลับไม่สามารถฉกชุบมือเปิบนั้นเอาไว้ได้

ยังแช่อยู่ที่ 6 ต่อไป

เกมนี้ มูรินโญ น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพศผู้เล่นอีกคราวหลังจากนัดหมายก่อนที่จะว่าไปก็พลาดแบบเดียวกันที่ไม่มี เฟลไลนี ลงไปในสนาม แม้กระทั้งชื่อสำรองก็ไม่มี ข่าวสารก็ไม่ได้พูดว่าเจ็บอะไร แต่ทำไมไม่ได้ลงเล่นทั้งที่ ฟู ยังพอเพียงมีคุณประโยชน์ต่อเกมที่มันตื้อๆแล้วทำอะไรคู่ปรปักษ์ไม่ได้

นัดหมายนี้เชื่อเลยว่า เฟลไลนี จะกลับมาเล่นตัวจริง เช่นเดียวกันกับตัวรุกอีกคนหนึ่งคือ มาร์กซิยาล ส่วนนักเตะที่แฟนผีอยากเห็นลงไปในสนามมากที่สุด แต่ มูรินโญ อาจไม่ใช้คือ บาสเตียน ชเหล้าองุ่นสไตนร์

ไม่ทราบว่าเกลียดชังอะไรนักหนา…

ชไวนี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเองมืออาชีพ ทั้งที่นักเตะระดับเขาผ่านเกม ผ่านการบรรลุผลมากยิ่งกว่า ไมเคิล คาร์ริค ด้วย อายุก็น้อยกว่า จะพูดว่าเก่งกว่าก็ได้อยู่นะครับ แต่ มูรินโย กลับมองข้าม

ให้เล่นเพราะว่าในเวลานี้กองกลางไม่มีผู้ใดเหลือแล้ว เมื่อขาย มอร์แกน ชไนเดอลิน ออกไปจากทีม

ชไวนี ยังมีคุณประโยชน์กับเกมระดับนี้ รวมทั้งเขาเองมืออาชีพ ซุ่มฝึกกับทีม ไม่คิดย้ายทีมไปไหน อยากพิสูจน์ตนเองว่ามีคุณประโยชน์กับทีม แต่ มูรินโญ กลับไม่เลือก ให้เล่นแบบเสียไม่ได้ จำต้องดูว่านัดนี้จะใช้หรือเปล่า (อาจไม่ใช้)

ดูแล้วการจัดตัวอาจออกมาเป็น คริส สมอลลิง กับ มาร์กอส โรโฮ, บลินด์, วาเลนเซีย กึ่งกลางก็ เฟลไลนี, คาร์ริค, ป๊อกบา พร้อมกันกับ มคิทาร์ยาน, มาร์กซิยาล รวมทั้ง อิบราฮิโมวิช เชื่อว่านัดหมายนี้ มาร์กซิยาล น่าจะได้ช่องลงเล่นตัวจริง หากไม่ใช่ก็ ฆวน มาต้า

มูรินโญ อาจจำต้องอ่านไต๋ของ รานิเอรี ออกว่าแม้เป็นเจ้าบ้านแต่ไม่น่าบุก เน้นย้ำเกมตอบโต้กลับเพือหวังผลจู่โจมทรยศแมนฯยูฯ ดังนั้นเขาถูกบีบให้จำต้องบุก ก็อาจบุกแบบไม่ผลีผลาม รวมทั้งหวังจู่โจมขอบเส้น และใช้ลูกตั้งแต่ ลูกครอสให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

มี เฟลไลนี อยู่แล้วไม่ต้องกลัว

แม้..เลสเตอร์ มีคู่หู องค์การอนามัยโลกธกับ มอร์แกน ที่เล่นลูกในอากาศดี แต่แบกสองข้างของเลสเตอร์ ก็ไม่ได้เล่นลูกในอากาศได้ดิบได้ดีเท่า เชื่อว่าการจู่โจมของ มูรินโญ หากเน้นย้ำภาคพื้นอากาศ เขาน่าจะเลือกเสาสองรวมทั้งเสาแรกเป็นหลัก มากยิ่งกว่าบอมเข้าไปแถวจุดโทษ

ไม่ว่าจะเป็นเตะมุม, ฟรีคิก หรือการเปิดบอลจากข้างๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งมันจำต้องให้่ผ่านหัว องค์การอนามัยโลกธ กับ มอร์แกน โดย อิบราฮิโมวิช เป็นตัวหลอก หรือไม่งั้นก็วัดกันไปเลย ทั้งอิบรา, เฟลไลนี ซึ่งก็สู้ได้อยู่นะครับ หากแย่งโหม่งกัน

ที่เน้นย้ำตามมาคือบอลจังหวะสอง ในกรณีที่ คู่เซนเตอร์เลสเตอร์ ชิงโหม่งได้ บอลหลุดออกมาพื้นที่อันตราย ผู้เล่นแถวสองของผีแดง จำต้องมีส่วนช่วยเก็บบอล หนุนไปใหม่หรือเซตบอลเพื่อหาจังหวะยิงประตู

หมากของ มูรินโญ น่าจะออกมาอย่างนี้

บอลข้างๆ ครอสเข้ามาจะใช้เยอะรวมทั้งเน้นย้ำเซตพีส เพราะว่าดูแล้วเจาะกึ่งกลางแน่นแน่ เลสเตอร์ รับเต็มพิกัด

ส่วนแฟนผีก็จำต้องลุ้นหัวข้อการจบสกอร์ของพวกเขาว่าจะเด็ดขาดมากน้อยขนาดไหน เพราะว่าปัญหาในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกเหนือไปจากการยิงประตูของพวกเขาที่จำต้องเด็ดขาดมากยิ่งกว่านี้ ไม่ใช่ทิ้งขว้างโอกาสทองคำ

พยัคฆ์ร้ายกลับมาแล้ว

ได้ยินข่าวมาสักระยะแล้วครับผมว่ามี "เสือ" ตัวหนึ่งกำลังก่อกวนอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส สร้างความทุกข์ร้อนให้ประชาชนใน ลีก เอิง อย่างจงหนัก

แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นจั๊กแหล่นหรือตะลึงงันอะไรมากมายก่ายกอง ด้วยมีความคิดว่า ลีก เอิง เป็นสมรภูมิแข้งที่อุดมด้วยกลุ่มที่มีความอู๊ดดี้สูง หรือพูดง่ายๆว่า "หมู" นั่นแหละ

ข่าวการปะทุตาข่ายแบบถล่มทลายในศึก ลีก เอิง ของกองหน้าระดับดาวดังคนหนึ่งก็เลยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

ขนาด มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่กลายร่างเป็นสากทื่อๆทิ่มดาร์กซ์คนใดกันแน่ก็ไม่ได้เมื่ออยู่ในพรีเมียร์ลีกยังยิงกระจัดกระจายได้เลยคุณ!

หลักฐานสำคัญเป็นผู้เล่นชนิดดาวซัลโวตีนพระกาฬจากลีกสูงสุดของฝรั่งเศสชอบประสบปัญหา ผลิตสกอร์ได้ไม่กระจัดกระจายเหมือนเดิมในสมรภูมิแข้งที่ฮาร์ดคอร์มากกว่าอย่างพรีเมียร์ลีก

ได้แก่ มารูอาน ชามัค, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หรือ บาเฟว่ากล่าวมบี้ โกมิส รวมทั้งรุ่นก่อนๆอย่าง สเตฟาน กีวาร์ซ หรือ ฌิบริล ซิสเซ่

เมื่อมาตะบันแข้งในลีกที่มาตรฐานสูงมากขึ้น ระดับความยากเพิ่มมากขึ้น – ปริมาณประตูก็ต่ำลงตามกฎเกณฑ์

อนึ่ง ขอนอกจาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่อยู่เหนือกฏเกฌฑ์ข้อนี้

ฤดูนี้ ราดาเมล ฟัลเกา ลงเล่นให้ โมนาโก ใน ลีก เอิง ไปแล้ว 20 นัดหมาย โดยรัวไปแล้วถึง 16 ดอก

ค่าเฉลี่ยในการทำลายตาข่ายให้หมดสิ้นจัดว่าสูงมากครับผม แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าครั้งคราวอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจาก ลีก เอิง นั้นมีอัตราความอู๊ดดี้สูงมากเกินไปกว่าที่จะออกอาการร้องวี้ดว้ายอะไรออกมา

การอยู่กับกลุ่มที่อุดมด้วยดาวดังอย่าง โมนาโก แถมจัดเป็นกลุ่มที่อยู่สูงสุดของห่วงโซ่ของกินของ ลีก เอิง ในฤดูนี้บางทีอาจมีส่วนช่วยเหลือแล้วก็เกื้อกูลให้ "พี่เสือ" ถล่มประตูแบบมาก…ก็..เป็น..ได้

จนกระทั่งเมื่อคืนนี้วันอังคารก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

กลุ่มคำไทย "สิบขว้างกว่าไม่เท่าตามองเห็น" ก็ปฏิบัติหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัดอีกครั้ง

แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ โมนาโก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 กลุ่มในที่สุด นัดแรก ท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมก็เลยได้มองเห็นฟอร์มการเล่นของ ราดาเมล ฟัลเกา แบบเต็มๆอีกครั้ง ตั้งแต่แมื่อเดินคอตกออกมาจากชุดแต่งกายซาตานแดง หลังจบฤดู 2014-15 ก่อนจะพบความเป็นจริงว่าพี่เสือกลับมาแล้ว

กองหน้าวัย 31 ผู้นี้กระปรี้กระเปร่าขึ้นเยอะเลยทีเดียวนะครับ

ราดาเมล ฟัลเกา ทำได้ 2 ประตูในเกมนี้

ประตูแรกจากการทะยานเข้าไปชนลูกตุงตาข่าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญชาติญาณของนักล่าแล้วก็วิญญาณของเพชฌฆาตที่กลับมาสิงร่างอีกครั้ง

ส่วนประตูที่ 2 ต้องใช้คำว่า "เหนือดุจเทพเจ้า"

พี่เสือเอ็งทำร้ายด่านหลังค่าตัวเกือบจะ 50 ล้านปอนด์อย่าง จอห์น สโตนส์ จนเสียหมา ก่อนบรรจงชิพข้ามหัวผู้เฝ้าประตูของ แมนฯ ซิตี้ อย่างเหนือชั้นสุดๆ

แม้จะสังหารจุดลูกโทษพลาดไปแบบง่ายๆแถม โมนาโก เป็นฝ่ายพ่าย แต่ก็พอจะอนุโลมได้ว่า ราดาเมล ฟัลเกา กลับมาเป็นยอดเยี่ยมดาวถล่มประตูราวกับที่ตัวเขาเองเคยเป็นอีกครั้ง

คิดและจากนั้นก็เสียดายจัง อิอิอิ

ทวนเข็มนาฬิกากลับไปสักราว 4-5 ปีที่ผ่านมา

ในจุดนั้น ราดาเมล ฟัลเกา ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์หน้าตีนวางลำดับต้นๆของโลก (แล้วก็ดาวอังคาร)

2 ฤดูที่เป็นโคตรเพชฌฆาตให้ แอตเลว่ากล่าวโก มาดริด กองหน้ากลุ่มชาติโคลอมเบียผู้นี้ไล่ถล่มประตูคู่แข่งไปถึง 70 ดอก

โน่นทำให้โคตรมหาเศรษฐีกลุ่มหนึ่งอย่าง โมนาโก ต้องเอาฟ่อนธนบัตรไปห่อตัวเขาออกมาจากกลุ่มยี่ห้อหมีหน่วยรบเฉพาะกิจ

ฤดู 2013-14 หลังจากที่ลงเล่นให้ โมนาโก ไป 19 นัดหมาย โดยรัวไป 11 ประตู "เอล ว่ากล่าวเกร" ก็มีอันต้องเจ็บอย่างจงหนัก นอกเหนือจากจะอดลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ยังถูกลักพาตัวไปจากฟลอร์หญ้าตรงเวลากว่าครึ่งปีเลยทีเดียว

หายเจ็บกลับมาก็เปลี่ยนเป็นข่าวใหญ่ เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกลงยืมตัว ราดาเมล ฟัลเกา มาจาก โมนาโก มาใช้งานด้วยค่าแรงอันมากมาย ท่ามกลางความปรีด์เปรมสุขของคนขายวิญญาณให้ซาตานแดงทุกหมู่เหล่าที่พากันตรอกบั้นเด้ายิกๆๆๆๆๆๆโทษฐานที่กลุ่มตนเองได้ดาวยิงลำดับต้นๆของโลกมาเป็นหน่วยล่าสังหาร

แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วนั่นแหละนะครับ

ฤดู 2014-15 "พี่เสือ" ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปทั้งหมดทั้งปวง 29 นัดหมาย โดยยิงได้แค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น

อย่าว่าแต่ว่าถล่มตาข่ายเลยนะครับ แค่จับบอลยังไม่ค่อยจะอยู่เลย

จากเสือร้ายแปลงเป็นสะเออะระบากชัดๆ(โถ…พ่อคุณ)

สภาพร่างกายนี่แหละเป็นปัญหาใหญ่ ราดาเมล ฟัลเกา เพิ่งจะกลับมาจากลักษณะการป่วยหน้าแข้งอย่างหนัก แถมห่างเหินจากการเริงระบำบนฟลอร์หญ้าไปนานเกินกว่าที่จะปรับสภาพให้กับสมรภูมิแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วแล้วก็เอาจริงเอาจังมากอย่างพรีเมียร์ลีก

เมื่อเล่นไม่ได้ แล้วก็ยิงไม่ได้ – ความเชื่อมั่นและมั่นใจก็เริ่มถดถอย ยิ่งยิงไม่ได้ ความเชื่อมั่นและมั่นใจก็ยิ่งหดหาย

ฤดูแรกของเขาในเครื่องแต่งตัวซาตานแดงจัดว่าล้มเหลวหมดรูป

หากเรามั่นใจว่า ราดาเมล ฟัลเกา เป็นยอดเยี่ยมดาวยิงระดับตีนมหาวายวอดคนหนึ่งในโลกลูกหนัง เพียงเขาพึ่งหายจากอาการบาดเจ็บสาหัส สภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย – แมนฯ ยูไนเต็ด ควรให้เวลาเขาปรับพฤติกรรมอีกสักระยะพลางเสี่ยงเดิมพันอีกสัก 1 ฤดู

แต่หลังจากคำนวณดูแล้ว หลุยส์ ฟาน กัล คงจะมีความคิดว่ามันเสี่ยงเกินความจำเป็นก็เลยตกลงใจไม่ต่อสัญญา ด้วยประเมินว่ากองหน้าผู้นี้เป็นผู้เล่นที่หมดสภาพ

ทันใด เชลซี ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกก็โผล่เข้ามาแสยะยิ้มสยอดสยดสยอง

รู้เรื่องว่ากุนซือของกลุ่มสิงห์บลูส์ในในขณะนั้นอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ คงจะอยาก "ลองของ" ทำนองว่าหมูไม่กลัวน้ำร้อน แถมยังได้กวนตีนซาตานแดงไปในตัวอีกต่างหาก เป็นเอ็งใช้ไม่ได้ใช่ไหม ช่างเถิด ประเดี๋ยวเราใช้ให้ดูเอง

ฤดูที่แล้วลงเล่นให้ เชลซี ทั้งหมดทั้งปวงเพียงแต่ 12 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยทำได้แค่ประตูเดียว

ใครสักคนก็เลยรำพึงรำพันอยู่คนเดียว "ถุย!…นึกว่าจะแน่"

ราดาเมล ฟัลเกา แทบจะไม่ได้มีความแตกต่างจากเสือแก่ที่สายตาฝ้าฟาง-เขี้ยวเล็บผุพัง แถมเป็นเสือตรากตรำที่โดนลูกกระสุนปืนคนล่าสัตว์จนเจ็บอีกต่างหาก

"เสือตรากตรำ" ที่หมดสภาพอย่างนี้ไล่ล่ากระทิงโทนหรือกวางใหญ่ในป่าเขาลำเนาไพรไม่ไหวหรอกนะครับ

จับกินได้ก็แต่น้องหมาของประชาชนเพียงแค่นั้น!

จบฤดู 2015-16 สมัยก่อนดาวยิงตีนวางลำดับต้นๆของเมืองมนุษย์ผู้นี้ก็เลยไม่เป็นที่เรียกร้องของ เชลซี อีกต่อไป รวมทั้งยักษ์ใหญ่กลุ่มอื่นๆด้วยจนต้องซานซมกลับไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ โมนาโก อีกครั้ง

สารภาพตามตรงว่าผมไม่คิดว่า ราดาเมล ฟัลเกา จะกลับมาอยู่ในฟอร์มอันยอดเยี่ยมของตัวเองอีกครั้ง เนื่องจากมองดูมุมไหนก็พบว่ามันผ่านไปหมดแล้ว เขาผ่านจุดสุดยอดของตัวเองเป็นที่เป็นระเบียบ

ฤดูนี้พี่เสือยิงประตูแรกให้ตนเองได้เสร็จในเกมที่ 2 ของ ลีก เอิง ซึ่ง โมนาโก ถล่ม แรนส์ ไปด้วยสกอร์ 3-0

ตั้งแต่แมื่อนั้นก็เริ่มผลิตสกอร์ได้เรื่อยๆโดย 9 นัดแรกที่เล่นให้ โมนาโก ในฤดูนี้ พี่เสือเอ็งยิงได้ถึง 7 ประตู

เมื่อรัวตาข่ายได้อย่างสม่ำเสมอ ความเชื่อมั่นและมั่นใจก็คืนมาอีกครั้ง เช่นเดียวกับสภาพร่างกายที่บริบูรณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เกมล่าสุดที่ เอว่ากล่าวฮัด สเตเดี้ยม ดาวยิงวัย 31 ผู้นี้กดไปอีก 2 ดอกดังที่บรรยายเป็นตัวอักษรไปนั่นแหละ (คนใดกันแน่ไม่ได้ดูถ่ายทอดสดก็ไปพบดูในคลิปเอาแล้วกัน) พอๆกับว่าฤดูนี้ลงเล่นไปแล้ว 26 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยทำได้ 21 ประตู

เหนือกว่าสถิติการยิงประตูที่เป็นตัวเลข เป็นฟอร์มการเล่นที่เพิ่งจะมองเห็นแบบสดๆนี่แหละนะครับ

สัมผัสได้ถึงความกระปรี้กระเปร่าคล้ายเสือหนุ่มที่สามารถผสมพันธุ์ได้วันละ 200 ดอก โน่นเป็นเหตุผลที่พูดว่าเพราะอะไรถึงมีความเห็นว่า "อวัยวะเพศของเสือตัวผู้" เป็นยอดเยี่ยมยาบำรุงสมรรถนะทางเซ็กซ์จนเปลี่ยนเป็นเลิศในสาเหตุให้สัตว์ป่าจำพวกนี้ใกล้สูญพันธุ์

กว่าครึ่งปีครับผมที่ ราดาเมล ฟัลเกา นอนเบียดกับอาการเจ็บ บวกกับอีก 2 ฤดูเต็มๆที่พากเพียรหาทางกลับออกมาจากเขาวงกตแห่งความรันทด

ท้ายที่สุดก็ทำสำเร็จ – มองเห็นอย่างนี้และจากนั้นก็กระปรี้กระเปร่าครับผม

นี่เป็นตัวอย่างชั้นดี แถมเป็นกรณีศึกษาว่า…มนุษย์เรา หากมีความมานะแล้วก็พากเพียรโดยไม่หมดกำลังใจหรือท้อแท้ไปเสียก่อน คนที่เคยเป็น "เสือ" ก็มีสิทธิ์กลับมาเป็น "เสือ" เหมือนเดิมได้อีกครั้ง

…ว่าและจากนั้นก็ให้นึกถึงดาวเตะอีกคนที่อายุ 31 เท่า ราดาเมล ฟัลเกา ที่กำลังจะยอมแพ้หนีไปค้าแข้งพลางโกยเงินในเมืองจีนดีมากกว่า เพราะเหตุว่าเวลานี้ตนเองไม่มีที่ลงในกลุ่มตัวจริงของซาตานแดง

เมื่อขุนค้อนปลดซะที

จะดี-ร้ายสักแค่ไหน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็คงจะมีที่ยืนในสังคมพรีเมียร์ลีกฤดูหน้าต่อไป ข้างหลังพึ่งกำชัยล้ำค่าในเกมเดิมพันแต้มไป-กลับเมื่อวันเสาร์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
ความมีชัยเหนือสวอนซี ซิตี้ จากประตูโทนของ เชคู ข้ายาเต้ ได้ส่งให้กลุ่มขุนค้อนของ สลาเวน บิลิช หายใจเตียนคอขึ้นเยอะแยะในอันดับ 14 ของตารางคะแนน เหนือสิ่งอื่นใดยังดีดตัวทิ้งห่าง "หงส์ขาว" คู่แข่งในสนามเมื่อวันวานไปไกลถึง 8 แต้มอีกต่างหากก็เลยนับว่าเป็นแมตช์ปลดปล่อยสำหรับชาว "เดอะ แฮมเมอร์ส" อย่างแท้จริง ข้างหลังเผชิญช่วงเวลาย่ำแย่สุดเล่าพ่ายแพ้ในลีก 5 นัดรวด ไล่ตั้งแต่พ่ายแพ้เชลซี 1-2, บอร์นมัธ 2-3, เลสเตอร์ 2-3, ฮัลล์ ซิตี้ 1-2 แล้วก็อาร์เซน่อล 0-37 เกมต่อเนื่องกันแพ้ใคร ได้แค่ 2 แต้มจากผลเสมอเวสต์บรอมวิช 2-2 แล้วก็วัตฟอร์ด 1-1ย้อนไกลกว่านั้น 9 แมตช์ปัจจุบันได้เฮเพียงเพียงอย่างเดียวจากทริปฝ่าใต้ไปตีเซ่าธ์แฮมป์ตัน 3-1
เพลานี้ลักษณะอากาศในกรุงลอนดอนช่างสดใสสมกับฤดูใบไม้ผลิ มีแดดออกลมพัดกำลังดี แม้แต่คนละอารมณ์กันอย่างสิ้นเชิงในหมู่กองเชียร์เวสต์แฮม
สลาเวน บิลิช ผู้จัดการกลุ่มชาววัวรแอตเรียกร้องให้สมาชิกยืนหยัดต่อสู้ร่วมกันระหว่างแถลงข่าวก่อนแมตช์ แล้วก็ท้ายที่สุดก็มาได้รางวัลตอบแทน
รูปเกมโดยรวมบางทีอาจไม่ค่อยสวยหรู ต่อเมื่อแง่งามคือ "ความมีชัย" แล้วก็ผลหน้าที่การงานเล่นเกมรับที่น่าประทับใจ ไม่เสียประตูครั้งแรกในรอบ 11 นัด
ไลน์-อัพแปลงเพียงตำแหน่งเดียวจากนัดเยือนอาร์เซน่อลเมื่อกึ่งกลางอาทิตย์ โดยส่ง โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ ลงตัวจริงแทน แอนดี้ แคร์โรลล์ หอพักกร่างใหญ่ซึ่งสภาพร่างกายไม่ฟิต
ดูตามวิธีการยืน สน็อดกราสส์ ลงเลื้อยริมเส้นทางขวา อีกฟากเป็น มานูเอล ลันซินี่ ส่วน มิคาอิล อันโตนิโอ ถูกดันเล่นกองหน้าสลับกันสังกัด อันเดร อายิว ผู้ได้ลงล่าตาข่ายต้ขึ้นตรงต่อเก่า
นอกนั้นดังเดิม มาร์ค โนเบิล กัปตันกลุ่มคุมดินแดนกึ่งกลางร่วมกับ ข้ายาเต้ แบ็กโฟร์มี แซม บายแรม, โชเซ่ ฟอนเต้, เจมส์ คอลลินส์, อาร์กตูร์ มาซูอาข้า แล้วก็ผู้รักษาประตู ดาร แรนดอล์ฟ
สมาชิกของ บิลิช ทุ่มเทเป็นพิเศษตั้งแต่คุณครู เควิน เฟรนด์ เป่านกหวีด มีลุ้นทันทีทันใดจากช่องทางของ อันโตนิโอ รวมถึงจังหวะที่ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ จับลูกกระแทกเผาขนจาก สน็อดกราส์ บนเส้นประตูพอดี
เวสต์แฮมทำสกอร์นำจนได้ใน "ช่วงเวลาแดนนรก" นาที 44 จากบอลแรกเริ่มที่ โนเบิล ผู้สังสรรค์สวมเสื้อเลือดหมู-ฟ้าครบหลัก 400 ป้ายขึ้นหน้าให้ สน็อดกราสส์ มอบพาน ข้ายาเต้ ตะบันเต็มข้อ 25 หลาทิ่มตูดตาข่าย
ชอตต่อมา ห้องเครื่องกลุ่มชาติเซเนกัล ล้นเข้าไปสวมกอดกับแฟนบอลที่นั่งติดขอบสนามโดยทันที–นี่คืออารมณ์ร่วมที่ต่างข้างต่างแสดงออกให้มีความเห็นว่ามุ่งหมายความมีชัยเต็มที่ไหน
เป็นโมเมนต์น่าประทับใจจนมาโดนติดเบรกด้วยใบเหลืองแจกให้ตามกฎการประลอง ซึ่งบางครั้งบางคราวก็มีความคิดว่าควรจะหยวนๆกันหน่อยในเมื่อมันไม่ใช่ความประพฤติรุนแรง หรือท่วงท่ายั่วยวนฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใดเลย
ส่วนร่วมแอสซิสต์ของจอมเลื้อยกลุ่มชาติสกอตแลนด์ก็นับเกิดเรื่องที่ดี ข้างหลังถูกติชมฟอร์มการเล่นอยู่เป็นประจำมานับจากย้ายจากฮัลล์ในตอนตลาดฤดูหนาว

ขณะที่เหลือไร้สกอร์เพิ่ม กระนั้นจำเป็นต้องชมนายทัพข้างหลังบ้านเวสต์แฮมที่เล่นกันมีระเบียบวินัย พร้อมใจกันกันเข้าซ้อน โดยเฉพาะ คอลลินส์ แล้วก็ บายแรม ต่างบล็อกจังหวะสำคัญไว้ได้ในช่วงท้ายเกม
สิ้นเสียงนกหวีดไปด้วย 3 แต้มแสนล้ำค่า แต่มีปัญหาตามมาให้ บิลิช จำเป็นต้องขบคิดอีกกระทอกจากการสูญเสียคีย์แมนถึง 2 หน่อโนเบิล กัปตันวันแมนคลับโดนใบเหลืองในนาที 38 สะสมยอดครบเลข 10 พร้อมโทษพักหน้าแข้ง 2 นัดหน้า
ไม่เท่านั้น อันโตนิโอ ปีกเจ้าเวหาตัวท็อปสกอร์ 9 ประตู ยังมาเจ็บเอ็นข้างหลังต้นขา จนกระทั่งจำเป็นต้องร้องขอแปลงออกเองในไม่กี่อึดใจก่อนได้ประตูนำ
ตัวรุกวัย 27 ได้ขึ้นบัญชีหน้าแข้งเดี้ยงตาม อารอน เครสส์เวลล์, วินสตัน รีด, อันเจโล อ็อกบอนน่า แล้วก็ เปโดร โอเบียง ซึ่งเดี้ยงไปก่อนหน้าแต่ละรายนามที่ว่ามาล้วนแต่เป็นนายทัพตัวจริงทั้งนั้นเลย!
อย่างไรสิ่งจำเป็นที่สุดก็คือความมีชัย ซึ่งทำให้เวสต์แฮมเก็บแต้มรวมทั้งสิ้น 36 ขออีกเพียง 4 จาก 6 เกมท้ายก็เพียงพอการันตีรอดชีวิตตามมาตรฐานค่าถัวเฉลี่ย
ต่อเมื่อใช้ตรรกะเดียวกันก็น่ากังวลทีเดียวสำหรับสวอนซี ซึ่งมีเพียง 28 คะแนน โดนฮัลล์ถีบส่งลงโซนแดงตั้งแต่เมื่อมิดวีกในช่องว่าง 2 แต้ม
ดูกระเตื้องขึ้นอยู่ดีๆในโดยพลันที่ พอล คลีเมนต์ เข้ามารั้งบังเหียนรับช่วงต่อ บ็อบ แบร็ดลี่ย์ ทำไปทำมาท่าจะเข้าอีหรอบเดิมซะอย่างนั้น! รวมผลพ่ายแพ้ที่โอลิมปิก สเตเดี้ยมไปด้วย กลุ่มแว่นแคว้นเวลส์ได้แค่แต้มเดียวเท่านั้นในรอบ 5 เกมก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
1 แต้มดังที่กล่าวมาข้างต้นมาจากแมตช์ในบ้านกับมิดเดิ้ลสโบรช์ โดยเสมอ 0-0 แบบเกือบจะแพ้แม้ รูดี้ เชสเตด หอกอาคันตุกะโหม่งตรงเป้าแม่นๆอีกนิดเมื่อวันพุธก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาก็โดนสเปอร์สรัวแซง 3 เม็ดในตอน 2 นาทีท้ายรวมทดเจ็บติดอยู่รังลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยมอีกต่างหากในทริปบุกสังเวียนบริเวณสแตรทฟอร์ดยิ่งหนัก ส่องตรงเป้าแค่ 1 ครั้งตลอด 90 นาทีช่องทางแจ่มแจ้งจริงๆจำเป็นต้องคอยถึงครึ่งหลังจาก ลูเซียโน่ ท้องนาร์ซิงห์ ปีกสำรองชาวฮอลล์แลนด์ซัดผ่านคาน
ปัญหาของกลุ่มหงส์ขาวเว้นแต่เสียประตูง่าย มิได้คลีนชีตนอกบ้าน 15 เกมรวด ก็ยังมีข้อความสำคัญเกมรุกที่ลดสมรรถนะไปเยอะแยะเมื่อไร้เงา เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ติดโผ 11 คนแรก
หอกยักษ์เลือดบาสก์เจ็บข้อเท้าจนวืดทั้ง 2 นัดก่อน กระนั้นเพียงพอกลับมาสำรองได้เมื่อวันเสาร์ก็ยังขาดแมตช์ฟิต สร้างอันตรายอะไรมิได้เลย
ความปรารถนาพังสกอร์จำเป็นต้องฝากฝังไว้กับ จอร์แดน อายิว น้องชายแท้ๆของ อันเดร ซึ่งสัมผัสบอลในกรอบจุดโทษเกือบจะนับครั้งได้เลยกิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน นักฟุตบอลที่ดีที่สุดของกลุ่มก็มาพบเกมที่เงียบ แผลงฤทธิ์ไม่ออกซะอีกอีกปัญหามากยิ่งรุนแรงกว่าคือ "คุณภาพเชิงลึก"
พอล คลีเมนต์ เกือบจะยึดตัวจริงชุดเดิมตลอด 3 นัดข้างหลังที่ไม่มี ยอเรนเต้ แปลงแค่จุดเดียวตรงปีกขวา–ท้องนาร์ซิงห์ ลงพบโบโร่ ก่อนปรับเอา เวย์น พวกเราท์เล็ดจ์ ลงเลื้อยในแมตช์บู๊สเปอร์ส แล้วก็เวสต์แฮม
นอกนั้นดังเดิมเด๊ะ ฟาเบียนสกี้ เฝ้าเสา แผงข้างหลังมี ไคล์ นอห์ตัน, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แอลฟี่ มอว์สัน, มาร์ติน โอลส์สัน ดินแดนกึ่งกลาง ลีรอย แฟร์, แจ็ค คอร์ก, ทอม แคร์โรลล์ ตลอดจนสามผสานด้านหน้าอย่าง พวกเราท์เล็ดจ์, อายิว แล้วก็ สิกข์กี้
พอหันไปยังชอยส์อื่นๆแล้วหลังจากนั้นก็อ่อนใจ ไม่นับ ยอเรนเต้ ก็มี กี ซอง-เยือง ห้องเครื่องเกาหลีใต้ที่ดร็อปลงไปเยอะแยะ, เจฟเฟอร์สัน มอนเตโร่ จอมเลื้อยเอกวาดอร์หมดสภาพเดี่้ยงไปนานอ่อ…เกือบจะลืม บอร์ฆา บาสโตน ดาวยิงประเทศสเปนค่าตอบแทนแพง ผู้ยังปรับพฤติกรรมมิได้นับจากย้ายมาจากแอต.มาดริดอีกคน! อย่างไรก็แล้วแต่ คลีเมนต์ จะได้แปลงโผแน่นอน2 ตำแหน่งในนัดหน้าที่บ้านวัตฟอร์ดยอเรนเต้ น่าได้กลับคืนตัวจริงในเมื่อใช้งาน อายิว คนน้องแล้วไม่เวิร์กยิ่งกว่านั้น คอร์ก มิดฟิลด์กัปตันกลุ่มดันข้อเท้าเดี้ยงเพิ่ม จำเป็นต้องลุ้นฟิตตัวโก่งแต่แนวโน้มชวดมีสูงเวลาไม่รอคอย คลีเมนต์ แอนด์วัว จำเป็นต้องรีบคิดรีบทำนำพาสวอนซีกลับมาเก็บแต้มให้ได้เสมือนตอนแรกๆที่เข้ามารับงาน

นับถอยหลังสู่ 8 นัดหมายในที่สุดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ระหว่างเชลซี กับ ทอตแนมฮอตสเปอร์

แต้มห่าง 7 สัปดาห์นี้มีโปรแกรมต่างระยะเวลากันและเป็นทีมไก่เดือยทองคำมีโอกาสลดช่องว่างเหลือ 4 ให้เชลซีบีบคั้น หากพวกเขาชนะวัตฟอร์ด ได้ก่อน ปล่อยให้เชลซีบุกเยี่ยมบอร์นมัธ ด้วยความกดดันบ้าง

ภายหลังจากทีมคอนเต้ชนะในเกมล่าสุดเขากล่าวว่าขออีก 18 แต้มจาก 24 ที่เหลือ นั่นเป็นชนะ 6 นัดหมาย ถ้าหากเป็นได้ชนะรวด 6 นัดหมายนี้เลย เชลซีจะครอบครองแชมป์พรีภรรยารฺ์ลีกทันที

ณ จุดนี้เชลซีไม่ต้องพอใจสเปอร์ส เล่นเพื่อทีมตนเอง เล่นเพื่อชนะอย่างเดียว จะชนะแบบไหน จำเป็นต้องชนะ เพื่อทำให้ช่องว่างนั้นดำรงอยู่แบบงี้หรืออาจโชคดีถ้าหากสเปอร์สสะดุดมันจะมากขึ้นและเป็นผลเชิงจิตวิทยาให้พวกเขามีโอกาสใกล้แชมป์มากกว่าชนะรวด 6 นัดหมาย

มันอาจจะเหลือ 5 หรือ 4 ก้ได้่นะครับ
กล่าวคือแชมป์อยู่ในมือเชลซีและเป็นทีมคอนเต้ ถือถ้วยพรีเมียร์ลีกอยู่ ในเวลาที่สเปอร์สมานะมาแก่งแย่งอยู่ขณะนี้

สเปอร์สมีโอกาสมั้ยนะครับ???

ผมว่ามีนะครับ

7 คะแนนกับอีก 8 นัดหมายไม่ห่างนะครับ แม้มันดูเปิดโอกาสให้เชลซีแต่ว่าจากการที่พวกเขาพลาดท่าสะดุดต่อคริสตัล พาเลส ค้างบ้าน มันทำให้มองเห็นว่าช่วงท้ายฤดูกาล ความตึงเครียด ความกดดัน ความเกร็งมาเยี่ยมแล้ว

ในขณะที่เกมของพวกเขาเหนือกว่าพาเลส จังหวะยิงมากไม่น้อยเลยทีเดียว กลับพลาดไปหมด

ทีมลุ้นแชมป์เกลียดและกลัวเรื่องแบบงี้นะครับ เล่นแล้วมันดูตั้งอกตั้งใจเหลือเกินทั่จะยิง ที่จะชนะคู่แข่งขัน มันผิดธรรมดาตนเองไปซะแบบงั้น เป็นถ้าหากเชลซีไม่แพ้พาเลส และในวันนั้นสเปอร์สน่าจะแพ้สวอนซีอยู่แล้วนะครับ

แต้มนำ 10 ตราบจนกระทั่งตอนทดในเวลาที่ลิเบอร์ตี้ แปลงเป็นลูกทีม เมาริสิโอ โปเชตติเตียนโน มีลูกฮึดไล่ยิงสามประตูระหว่างนาทีที่ 88, 90+1 จนกระทั่ง 90+4 ยิงสามประตูในระยะเวลา 6 นาที กล่าวคือยืงประตูทุกๆสองนาที

ในขณะที่ไม่มีตัวความมุ่งหวังอย่าง แฮร์รี เคน ลงสนาม

นั่นเป็นข่าวดีและประเด็นบวกๆของแฟนไก่และทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากคำว่า spursy ที่เป็นนิยามของพวกเขาที่มักพลาดท่า ตกม้าตายในเกมสำคัญและเกมที่อยากได้ชัยเพื่อลุ้นต่อ ถ้าหากเทียบกับปีที่แล้ว

เดี๋ยวนี้พวกเขาเริ่มห่วยนั่นแหละนะครับ แต่ว่าปีนี้พวกเขายังสู้ต่อ ยังไม่หมดลุ้น มันยังมีโอกาสถ้าหากสู้ต่อและหวังว่าชัยต่อเกมกับสวอนซี จะเป็นพลังซ่อนเร้นให้นักฟุตบอลสเปอร์ส เดินหน้าสู้ต่อ ในขณะที่ความมุ่งหวังมีไม่มากมาย

เพราะว่าแชมป์อยู่ในมือเชลซี และควรเป็นเชลซีแค่นั้นที่จะพลาด

แฟนไก่รอคอยลุ้นให้ตนเองชนะไว้ก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน ถ้าหากตนเองยังชนะมิได้และอดสามแต้ม ผมว่าอันนี้ยากละ เนื่องจากนี่มิได้แข่งกับตนเอง พวกเขาแข่งกับเชลซี ที่มีความบกพร่องน้อย นานๆแพ้คราว

แต่ว่าไม่ต้องมากมาย…ไม่ต้องถึงกับแพ้หรอกนะครับใน 8 นัดหมายที่เหลือ ทดลองพลาดท่าเสมอสักสองนัดหมายติด แล้วสเปอร์สชนะรวด

มันจะเป็น 6 ต่อ 2 แต้ม เท่ากับเชลซีได้เพิ่มมา 2 เป็น 9 แต้มที่ห่าง แล้วลบออก 6 จะเหลือแค่ 3 เท่านี้ทีมยี่ห้อไก่มีโอกาสครอบครองแชมป์ได้เท่าๆกับเชลซีแล้วนะครับ มันเป็น 51-49 แล้วนะครับ ถ้าหากนำกันเพียงแค่สามคะแนน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเพลี่ยงพล้ำต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเนื่องจากผลเสมอ 3 นัดหมายในตอนโค้งสุดท้าย หรือเคยเสียแชมป์ให้ อาร์เซนอลตอนนำ 11 แต้มเมื่อถึงเดือน มี.ค. แต่ว่าปืนชนะรวด 10 นัดหมายท้ายที่สุด ผีหลุดเสมอสองสามนัดหมาย มีแพ้ด้วย

จบเลย….

ถึงแม้อันโตนีโอ คอนเต้ เคยตกม้าตายกับยูเวนเหม็นตุส แบบว่านำ 5 เมื่อเหลือ 3 นัดหมาย แต่ว่าดันแพ้แล้ว ชูแชมป์ให้ลาสิโอไป

แฟนกัลโช นึกออกดีนะครับซีซั่น 1999-2000 ผมเคยเขียนไปคราวหนึ่ง ด้วยความรู้สึกกลุ้มใจของ คอนเต้ ในฐานะนักฟุตบอลยูเวนเหม็นตุสและนายจ้างเขาเป็น คาร์โล อันเชลอตติเตียน 8 นัดหมายท้ายที่สุดแพ้ 4 จากที่นำห่าง

ก่อนลงสนามนัดหมายท้ายที่สุดลาสิโอ ของสเวนโกรัน อีริคส์สัน ตาม 2 แต้ม และไปเยี่ยมเรจจิน่า…เป็นลาสิโอ ชนะเจ้าบ้าน เรจจิน่า นั้นเป็นได้แน่นอน เล่นที่สนาม เรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ คูรี ไม่มีปัญหา แต่ว่าการที่ยูเวนเหม็นตุสเจอกับประเทศเปรูจา ที่รอดพ้นการตกชั้นไปแล้ว

ใครกล้าค้ำประกันว่าประเทศเปรูจา จะเล่นเต็มกำลัง???

หนักกว่านั้นเป็นเกมของลาสิโอจบก่อน แต่ว่าเกมของยูเวยังไม่จบ ฝนตกหนักเกมเลื่อนไป 80 นาที ถ้าหากเรียลไทม์เป็น ลาสิโอ ในตอนนั้นแซงขึ้นเป็นหัวหน้าฝูงในนัดหมายท้ายที่สุดรอคอยให้ยูเวนเหม็นตุสเตะจบ และถ้าหากชนะประเทศเปรูจา เจ้าม้าลายก็ครอบครองแชมป์ด้วยเหมือนกัน

ผลเป็นยูเวนเหม็นตุสแพ้ประเทศเปรูจา 1-0 จากลูกอลเวงหน้าเขตโทษ…แล้วก็ตีเสมอมิได้ แพ้นัดหมายท้ายที่สุดถึงกับชวดแชมป์หน้าตาเฉย!

เรื่องราวพวกนี้อยู่ในหัวของ คอนเต้ กระทั่งทำให้พวกเราเองอดคิดมิได้ว่า….เขามีบทเรียนราคาแพงเมื่อ 17 ปีกลาย ยุคเป๋นนักฟุตบอล หัวข้อนี้ไม่น่ากลับมาหลอกอีกรอบ เขาจำเป็นต้องแก้ไขมันให้ได้เมื่อมาเป็นผู้ฝึกสอน

แต่ว่าอย่างว่าแหละครับ….จวบจนคุณยังทำการประลองอยู่ จังหวะแบบงี้มันมีกำเนิดขึ้นอยู่แล้วนะครับ

คาร์โล อันเชลอตติเตียน เคยพลาดแชมป์สคูเดตโต เมื่อในตอนนั้น เขาก็ยังพลาดแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกในขณะที่นำหงส์แดง ลิเวอร์พูลในปี 2005 อยู่สามลูกเมื่อจบครึ่งแรก แต่ว่าท้ายที่สุดโดนตีเสมอและยืดเวลาพิเศษบุกอย่างไรก็ยิงมิได้ แถมแพ้จุดลูกโทษอีก

คอนเต้….น่าจะคิดมากและจำเป็นต้องมานะกระตุ้นลูกทีมว่านำ 7 แต้ม อย่าหลงระเริง และประมาทผู้เอาอย่างสเปอร์ส ที่น่าจะแพ้สวอนซี แต่ว่าเพียงพอตีเสมอได้นาทีที่ 88 พวกเขาสอยอีกสองลูกกระทั่งหมดเวลา พลิกกลับมาชนะ 3-1

เรื่องราวแบบงี้มันไม่ใช่ชนะแล้วได้เพียงแค่สามแต้ม

สเปอร์สได้ 9 แต้มเลยนะครับวันชนะสวอนซี

แทนที่ถ้าหากแพ้แต้มจะกลับไป 10 แล้วห่อเหี่ยวลุ้นแชมป์ ณ จุดนี้ สเปอร์สมีความหวัง แต่ว่าอาจไม่มากมายเท่ากับเชลซี อันนี้ตามหน้าเสื่อนะครับ และถ้าเกิดส่ายตาดูดูโปรแกรม 8 นัดหมายท้ายที่สุด ถ้าหากเชลซีอยากได้ชนะ 6 นัดหมาย

พวกเขาจำเป็นต้องเจอกับใครบ้าง และสเปอร์สเองเจอกับใครบ้าง

เชลซี สเปอร์ส

นัดหมายที่ 31 บอร์นมัธ(ย) วัตฟอร์ด (ห)

นัดหมายที่ 32 แมนฯยูฯ (ย) บอร์นมัธ (ห)

นัดหมายที่ 33 เซาหมูแฮมป์ตัน(ห) พาเลส (ย)

นัดหมายที่ 34 เอฟเวอร์ตัน (ย) อาร์เซนอล (ห)

นัดหมายที่ 35 โบโร (ห) เวสต์หมูแฮม (ย)

นัดหมายที่ 36 เวสต์บรอม (ย) แมนฯยูฯ (ห)

นัดหมายที่ 37 ซันเดอร์แลนด์ (ห) ฮัลล์ (ย)

ส่วนเกมเชลซีตกค้างวัตฟอร์ด และสเปอร์สตกค้างกับ เลสเตอร์ นั้น รอคอยลงวันและเวลาทั้งคู่โปรแกรมเนื่องจากว่าสองทีมนี้มีคิวเตะเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ในวันที่ 22 เม.ย. เจอคุ้นเคย พิสูจน์กันเพราะใครมีโอกาสลุ้นดับเบิลแชมป์ได้

ถ้าหากดูโปรแกรมและหนักเบาไม่มีความแตกต่างกัน แฟนเชลซี มองดูไปที่เกมแมนฯยูฯ กับ เอฟเวอร์ตัน ส่วนแฟนไก่นั้นมองดูเกม อาร์เซนอล, แมนฯยูฯ และแถมเลสเตอร์ สิตี้ ที่ชนะรวดทุกนัดหมายกลับมาเป็นทีมแชมป์ดังเดิม

ปัญหาอยู่ที่ว่านับต่อแต่นี้ไป…..ใครสะดุด ประสบพบปัญหาแน่ๆ

สเปอร์สสะดุด ช่องว่างจะห่างและเกือบจะหมดลุ้น แต่ว่าถ้าหากเชลซีสะดุดแลสเปอร์สเก็บได้ พวกเขามีลุ้นแชมป์แบบสุดกำลัง และสามารถบอกได้เต็มปากว่ามีโอกาสเป็นแชมป์ แต้ม 7 ขณะนี้ สะดุดสักนัดหมายสองนัดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชลซี ช่องว่างจะลดฮวบฮาบ

ณ ระยะเวลานี้อาจจำเป็นต้องให้เครดิตทีมเชลซีของ คอนเต้ ก่อนว่า มีลักษณะเด่นมากกว่าข้อบกพร่อง และพวกเขาพร้อมเป็นแชมป์มากกว่าสเปอร์ส อันนี้ว่ากันตามหน้าเสื่อ ไม่ใช่ว่ากันด้วยความมุ่งหวัง แต่ว่าถ้าหากทีมของคอนเต้ ไม่สามารถที่จะนำลักษณะเด่นตนเองเรื่อง รัดกุม พลาดยากเสียยาก มาใช้ได้ทันท่วงที

เสียสมาธิและบีบคั้นตนเองมากมายไป ข้อบกพร่องของพวกเขาจะก้าวมาแทนที่ แบบงั้นจังหวะสะดุดมีมากมาย เหมือนเกมที่แพ้คริสตัล พาเลสในขณะที่โดนบุกไม่กี่ครั้ง นั่นเป็นเนื่องจากพวกเขาเสียสมาธิ และเพียงพอโดนนำ แปลงเป็นบีบคั้นและเกร็งตนเองไป

นี่เกมล่าสุดที่ชนะ แมนฯสิตี้ 2-1 ชี้ให้เห็นว่าพวกเขากลับมาตั้งสติได้อีกรอบ

ส่วนสเปอร์สไม่ต้องคิดอะไรมากมาย…ไม่มี แฮร์รี เคน นำแนวรุก พวกเขาจำเป็นต้องชนะอย่างเดียว ด้วย ชอน เฮือง มิน, เดลเล อัลลี, คริสเตียน เอริคเซน ตัวทำเกมรุกสามคนนี้ที่สลับหน้ากันยิงและช่วยทีมได้ บวกกับเซตพีส เตะมุม ฟรีคิก ที่จะมาช่วยเสริมให้มีโอกาสชนะง่ายชึ้น

ฝีเท้าเข้าท่า กุนซือผีแดง แถลง อิบรา เหมาะสม “บัลลงดอร์”

 

หลายฤดูกาล ที่ผ่านมา รางวัล "นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี" หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "บัลลงดอร์" นั้นถูกผูกขาด อยู่กับ 2 นักเตะอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด  และ ลีโอเนล เมสซี เท่านั้น แต่ปีนี้ โฆเซ มูรินโญ กุนซือ ผีแดง เชื่อว่าน่าจะถึงเวลาของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช บ้างแล้ว

"ผมคิดว่าเขาทำผลงานได้สุดแสนมหัศจรรย์" มูรินโญ กล่าวกับ สายข่าว W88

"สกอร์ที่ ซลาตัน ทำได้ในฤดูกาลนี้ กับอีก 2 ประตูที่ เวมบลีย์ พาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพ ความสำคัญของเขากับทีม อิทธิพลในทางบวกต่อเพื่อนร่วมทีม ผมคิดว่าชายคนนี้คือ ปรากฏการณ์ ที่ไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยายได้เลยจริง ๆ"

"ผมเพิ่งให้สัมภาษณ์กับนิตยสารในฝรั่งเศส ที่จัดงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์มาหมาด ๆ  ก็รู้นะว่า คริสเตียโน โรนัลโด กับ ลีโอเนล เมสซี น่าจะได้ไปครอง เมื่อดูจากสิ่งที่พวกเขาทำ"

"แต่สำหรับเจ้ายักษ์ใหญ่นามว่า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช คนนี้ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะไม่เคยเป็นเจ้าของ บัลลงดอร์ มาก่อน"

"ฉะนั้นทำไมไม่ให้ในฤดูกาลนี้เลยล่ะ ก็ในเมื่อสิ่งที่เขาทำมันเป็นอะไรที่พิเศษเหลือเชื่อ ถ้าเขาพาไปเตะนัดชิง ยูโรปา ลีก ที่สต็อกโฮล์ม แล้วได้แชมป์มาอีกรายการล่ะ จะถือว่าเหมาะสมไหม"

"สำหรับใครสักคนที่อายุ 35 ปี แล้วทำได้แบบนี้ เขาไม่สมควรได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้อย่างนั้นเหรอ?"

เคสซิเย่ เผยผีคือทีมในฝัน แต่ไปสิงห์บลูก็ได้เช่นกัน

ฟรองค์ เคสซิเย่ มิดฟิลด์ฟอร์มแรงของ อตาลันต้า ยอมรับว่าตัวเองเป็นแฟนตัวยงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ถ้าเป็น สิงโตนํ้าเงินคราม ก็พร้อมที่ย้ายเหมือนกัน

 

เคสซิเย่ กําลังทําฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับ อตาลันต้า โดยตัวเขาลงแข่งไปแล้ว 20 นัดทําได้ 6 ประตูและ 1 แอสซิสต์มีส่วนช่วยให้ อตาลันต้า อยู่อันดับ 5 ของตารางคะแนนกัลโช่ เซเรียอาในเวลานี้

 

มิดฟิลด์วัย 20 ปีเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่มากมายไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,เชลซี,อาร์เซน่อลและปารีส แซงต์-แชร์กแมง

 

''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือทีมในฝันของผม''

 

''แต่เชลซีก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน''